ทุกวันนี้ คงไม่มีบริษัทใดที่ไม่มี Website เป็นของตัวเอง บางบริษัทอาจจะเช่า Web Hosting อยู่ หรือ บางบริษัทอาจมี Web Site เป็นของตนเองอยู่ในระบบเครือข่ายของบริษัท โดยมีการต่อเชื่อมเครือข่ายของบริษัทด้วย Frame Relay, ADSL หรือ Leased Line เข้ากับระบบเครือข่ายของ ISP ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมีการจัดซื้อ Firewall มาใช้ป้องกันระบบเครือข่ายภายในของบริษัท กับ ระบบอินเทอร์เน็ตจาก ISP และ มีการเปิดให้คนภายนอกสามารถเข้ามาเยี่ยมชม Web Site ได้ โดยเปิด Port TCP 80 (http) และ Port TCP 443 (https) ในกรณีที่ใช้โปรโตคอล SSL ในการเข้ารหัสข้อมูลเพื่อเพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
ปัญหาก็คือ ในเมื่อทุกบริษัทต้องเปิดทางให้มีการเข้าชม Web Site ทั้งแบบ Plain text traffic (Port 80) และแบบ Encrypted text traffic (port 443) ทำให้แฮกเกอร์สามารถจู่โจม Web Site ของเราโดยไม่ต้องเจาะผ่าน Firewall เนื่องจากเป็น Port ที่ Firewall มีความจำเป็นต้องเปิดใช้อยู่แล้ว
ในโลกของ E-Commerce มีอัตราการใช้งาน Web Server ที่เพิ่มขึ้นทุกวัน (ดูข้อมูลจากwww.netcraft.com) และ จากข้อมูลของ UNCTAD (http://www.unctad.org) พบว่า Web Server ทั่วโลก มีทั้งแบบที่เข้ารหัสด้วย SSL แล้ว และ แบบไม่เข้ารหัสด้วย SSL ก็ยังคงมีใช้กันอยู่
ในเมื่อแฮกเกอร์มองเห็นช่องที่เรามีความจำเป็นต้องเปิดใช้งานผ่านทาง Web Server และ Web Application แฮกเกอร์ในปัจจุบันจึงใช้วิธีที่เรียกว่า "Web Application Hacking" ในการเจาะเข้าสู่ระบบขององค์กรต่างๆ ทั่วโลก ขณะนี้มีการจู่โจมระบบโดยกลุ่มแฮกเกอร์ที่ต้องการทำสถิติ ในการเจาะ Web Site ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.zone-h.org ดังนั้น ผู้ที่มี Web Site อยู่ และ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการหันมาทำธุรกิจในลักษณะของ E-commerce ซึ่งต้องมี Web Site ที่ใช้ Web server ที่เชื่อถือได้ และมีการเขียน Web application โดยคำนึงถึงเรื่อง "Security" เป็นหลัก จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเรียนรู้ช่องโหว่ (Vulnerability) ของ Web application ที่แฮกเกอร์ชอบใช้ในการเจาะระบบ Web application ของเราซึ่งรวบรวมได้ทั้งหมด 10 วิธีด้วยกัน (Top 10 Web Application Hacking)
ตลอดจนเรียนรู้วิธีการป้องกันที่ถูกต้อง เพื่อที่จะไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของเหล่าแฮกเกอร์ที่จ้องคอยเจาะระบบเราอยู่ผ่านทาง Web Site ที่ยังไงเราก็ต้องเปิดให้เข้าถึง และ ยังมี Virus Worm ตัวใหม่ๆ ที่เขียนขึ้นเพื่อจู่โจม Port 80 (HTTP)และ Port 443 (SSL) โดยเฉพาะอีกด้วย รายละเอียดของ Top 10 Web Application Hacking มี 10 วิธี ดังนี้
1. Unvalidated Input
หมายถึง การที่ข้อมูลจากฝั่ง client ที่ส่วนใหญ่แล้ว จะมาจาก Internet Explorer (IE) Browser ไม่ได้รับการตรวจสอบก่อนถูกส่งมาประมวลผลโดย Web Application ที่ทำงานอยู่บน Web Server ทำให้แฮกเกอร์สามารถดักแก้ไขข้อมูลในฝั่ง client
ก่อนที่จะถูกส่งมายังฝั่ง server โดยใช้โปรแกรมที่สามารถดักข้อมูลได้ เช่น โปรแกรม Achilles เป็นต้น ดังนั้น ถ้าเรารับข้อมูลจากฝั่ง client โดยไม่ระมัดระวัง หรือ คิดว่าเป็นข้อมูลที่เราเป็นคนกำหนดเอง เช่น เทคนิคการใช้ Hidden Field หรือ Form Field ตลอดจนใช้ข้อมูลจาก Cookies เราอาจจะโดนแฮกเกอร์แก้ไขข้อมูลฝั่ง client ด้วย โปรแกรมดังกล่าวแล้วส่งกลับมาฝั่ง server ในรูปแบบที่แฮกเกอร์ต้องการ และมีผลกระทบกับการทำงานของ Web Application ในฝั่ง web server
วิธีการป้องกัน
เราควรจะตรวจสอบข้อมูลที่รับมาจากทั้ง 2 ฝั่ง คือ ข้อมูลที่รับมาจาก client ผ่านทาง Browser และข้อมูลที่รับมาประมวลผลที่ web server โดยตรวจสอบที่ web server อีกครั้งก่อนนำไปประมวลผลด้วย Web application เราควรมีการฝึกอบรม Web Programmer ของเราให้ระมัดระวังในการรับ input จากฝั่ง client ตลอดจนมีการ Review Source code ไม่ว่าจะเขียนด้วย ASP, PHP หรือ JSP Script ก่อนที่จะนำไปใช้งานในระบบจริง ถ้ามีงบประมาณด้านรักษาความปลอดภัย ก็แนะนำให้ใช้ application level firewall หรือ Host-Based IDS/IPS ที่สามารถมองเห็น Malicious content และป้องกันในระดับ application layer
2. Broken Access Control
หมายถึง มีการป้องกันระบบไม่ดีพอเกี่ยวกับการกำหนดสิทธิของผู้ใช้ (Permission) ที่สามารถจะ Log-in /Log-on เข้าระบบ Web application ได้ ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ ผู้ที่ไม่มีสิทธิเข้าระบบ (Unauthorized User) สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เราต้องการป้องกันไว้ไม่ให้ Unauthorized User เข้ามาดูได้ เช่น เข้ามาดูไฟล์ข้อมูลบัตรเครดิตลูกค้าที่เก็บอยู่ใน Web Server หรือ เข้าถึงไฟล์ข้อมูลในลักษณะ Directory Browsing โดยเห็นไฟล์ทั้งหมดที่อยู่ใน web Server ของเรา ปัญหานี้เกิดจากการกำหนด File Permission ไม่ดีพอ และ อาจเกิดจากปัญหาที่เรียกว่า "Path Traversal" หมายถึง แฮกเกอร์จะลองสุ่มพิมพ์ path หรือ sub directory ลงไปในช่อง URL เช่น http://www.abc.com/../../customer.mdb เป็นต้น นอกจากนี้อาจเกิดจากปัญหาการ cache ข้อมูลในฝั่ง client ทำให้ข้อมูลที่ค้างอยู่ cache ถูกแฮกเกอร์เรียกกลับมาดูใหม่ได้ โดยไม่ต้อง Log-in เข้าระบบก่อน
วิธีการป้องกัน
พยายามอย่าใช้ User ID ที่ง่ายเกินไป และ Default User ID ที่ง่ายต่อการเดา โดยเฉพาะ User ID ที่เป็นค่า default ควรลบทิ้งให้หมด สำหรับปัญหา Directory Browsing หรือ Path Traversal นั้น ควรมีการ set file system permission ให้รัดกุม เพื่อป้องกัน ช่องโหว่ที่อาจถูกโจมตี และ ปิด file permission ใน sub directory ต่างๆ ที่ไม่ได้ใช้ และ ไม่มีความจำเป็นต้องให้คนภายนอกเข้า เพื่อป้องกันแฮกเกอร์สุ่มพิมพ์ path เข้ามาดึงข้อมูลได้ และควรมีการตรวจสอบ Web Server log file และ IDS/IPS log file เป็นระยะๆ ว่ามี Intrusion หรือ Error แปลกๆ หรือไม่
3. Broken Authentication and Session Management
หมายถึง ระบบ Authentication ที่เราใช้อยู่ในการเข้าถึง Web Application ของเรานั้นไม่แข็งแกร่งเพียงพอ เช่น การตั้ง Password ง่ายเกินไป, มีการเก็บ Password ไว้ในฝั่ง Client โดยเก็บเป็นไฟล์ Cookie ที่เข้ารหัสแบบไม่ซับซ้อนทำให้แฮกเกอร์เดาได้ง่าย หรือใช้ชื่อ User ที่ง่ายเกินไป เช่น User Admin เป็นต้น บางทีก็ใช้ Path ที่ง่ายต่อการเดาได้ เช่น www.abc.com/admin หมายถึง การเข้าถึงหน้า admin ของระบบ แฮกเกอร์สามารถใช้โปรแกรมประเภท Dictionary Attack หรือ Brute Force Attack ในการลองเดาสุ่ม Password ของระบบ Web Application ของเรา ตลอดจนใช้โปรแกรมประเภท Password Sniffer ดักจับ Password ที่อยู่ในรูปแบบ Plain Text หรือ บางทีแฮกเกอร์ก็ใช้วิธีง่ายๆ ในการขโมย Password เรา โดยแกล้งปลอมตัวเป็นเรา แล้วแกล้งลืม Password (Forgot Password) ระบบก็จะถามคำถามกลับมา ซึ่งถ้าคำถามนั้นง่ายเกินไป แฮกเกอร์ก็จะเดาคำตอบได้ไม่ยากนัก ทำให้แฮกเกอร์ได้ Password เราไปในที่สุด
วิธีการป้องกัน
ที่สำคัญที่สุด คือการตั้งชื่อ User Name และ Password ควรจะมีความซับซ้อน ไม่สามารถเดาได้ง่าย มีความยาวไม่ต่ำกว่า 8 ตัวอักษร และมีข้อกำหนดในการใช้ Password (Password Policy) ว่าควรมีการเปลี่ยน Password เป็นระยะๆ ตลอดจนให้มีการกำหนด Account Lockout เช่น ถ้า Logon ผิดเกิน 3 ครั้ง ก็ให้ Lock Account นั้นไปเลยเป็นต้น การเก็บ Password ไว้ในฝั่ง Client นั้น ค่อนข้างที่จะอันตราย ถ้ามีความจำเป็นต้องเก็บในฝั่ง Client จริงๆ ก็ควรมีการเข้ารหัสที่ซับซ้อน (Hashed or Encrypted) ไม่สามารถถอดได้ง่ายๆ การ Login เข้าระบบควรผ่านทาง https protocol คือ มีการใช้ SSL เข้ามาร่วมด้วย เพื่อเข้ารหัส Username และ Password ให้ปลอดภัยจากพวกโปรแกรม Password Sniffing ถ้ามีงบประมาณควรใช้ Two-Factor Authentication เช่น ระบบ One Time Password ก็จะช่วยให้ปลอดภัยมากขึ้น การใช้ SSL ควรใช้ Digital Certificate ที่ได้รับการ Sign อย่างถูกต้องโดย CA (Certificate Authority) ถ้าเราใช้ CA แบบ Self Signed จะทำให้เกิดปัญหา Man in the Middle Attack (MIM) ทำให้แฮกเกอร์สามารถเจาะข้อมูลเราได้แม้ว่าเราจะใช้ SSL แล้วก็ตาม (ข้อมูลเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับ SSL Hacking ดูที่ http://www.acisonline.net/)
4. Cross Site Scripting (XSS) Flaws
หมายถึง แฮกเกอร์สามารถใช้ Web Application ของเรา เช่น ระบบ Web Board ในการฝัง Malicious Script แฝงไว้ใน Web Board แทนที่จะใส่ข้อมูลตามปกติ เมื่อมีคนเข้า Refresh หน้า Web Board ก็จะทำให้ Malicious Script ที่ฝังไว้นั้นทำงานโดยอัตโนมัติ ตามความต้องการของแฮกเกอร์ หรือ อีกวิธีหนึ่ง แฮกเกอร์จะส่ง e-mail ไปหลอกให้เป้าหมาย Click ไปที่ URL Link ที่แฮกเกอร์ได้เตรียมไว้ใน e-mail เมื่อเป้าหมาย Click ไปที่ Link นั้น ก็จะไปสั่ง Run Malicious Script ที่อยู่ในตำแหน่งที่แฮกเกอร์ทำดักรอไว้ วิธีการหลอกแบบนี้ในวงการเรียกว่า "PHISHING" ซึ่งโดนกันไปแล้วหลายองค์กร เช่น Citibank, eBay เป็นต้น (ข้อมูลเพิ่มเติมดูได้ที่ http://www.acisonline.net/)
วิธีการป้องกัน
อย่างแรกเลยต้องมีการให้ข้อมูลกับผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไป ที่ใช้ e-mail และ web browser กันเป็นประจำให้ระมัดระวัง URL Link แปลกๆ หรือ e-mail แปลกๆ ที่เข้ามาในระบบก่อนจะ Click ควรจะดูให้รอบคอบก่อน เรียกว่า เป็นการทำ "Security Awareness Training" ให้กับ User ซึ่งควรจะทำทุกปี ปีละ 2-3 ครั้ง เพื่อให้รู้ทันกลเม็ดของแฮกเกอร์ และไวรัสที่ชอบส่ง e-mail มาหลอกอยู่เป็นประจำ สำหรับในฝั่งของผู้ดูและระบบ เช่น Web Master ก็ควรจะแก้ไข source codeใน Web Board ของตนให้ฉลาดพอที่จะแยกแยะออกว่ากำลังรับข้อมูลปกติ หรือรับข้อมูลที่เป็น Malicious Script ซึ่งจะสังเกตได้ไม่ยาก เพราะ Script มักจะมีเครื่องหมาย "< > ( ) # & " ให้ Web Master ทำการ "กรอง" เครื่องหมายเหล่านี้ก่อนที่จะนำข้อมูลไปประมวลผลโดย Web application ต่อไป
5. Buffer Overflow
หมายถึง ในฝั่งของ Client และ Server ไม่ว่าจะเป็น IE Browser และ IIS Web Server หรือ Netscape Browser และ Apache Web Server ที่เราใช้กันอยู่เป็นประจำ ล้วนมีช่องโหว่ (Vulnerability) หรือ Bug ที่อยู่ในโปรแกรม เมื่อแฮกเกอร์สามารถค้นพบ Bug ดังกล่าว แฮกเกอร์ก็จะฉวยโอกาสเขียนโปรแกรมเจาะระบบที่เราเรียกว่า "Exploit" ในการเจาะผ่านช่องโหว่ที่ถูกค้นพบ ซึ่งช่วงหลังๆ แม้แต่ SSL Modules ทั้ง IIS และ Apache web server ก็ล้วนมีช่องโหว่ให้แฮกเกอร์เจาะผ่านทาง Buffer Overflow ทั้งสิ้น
วิธีการป้องกัน
จะเห็นว่าปัญหานี้มาจากผู้ผลิตไม่ใช่ปัญหาการเขียนโปรแกรม Web application ดังนั้นเราต้องคอยหมั่นติดตามข่าวสาร New Vulnerability และ คอยลง Patch ให้กับระบบของเราอย่างสม่ำเสมอ และลง ให้ทันท่วงทีก่อนที่จะมี exploit ใหม่ๆ ออกมาให้แฮกเกอร์ใช้การเจาะระบบของเรา สำหรับ Top 10 Web Application Hacking อีก 5 ข้อ ที่เหลือผมขอกล่าวดังในฉบับต่อไปนะครับ
6. Injection Flaws
หมายถึง แฮกเกอร์สามารถที่จะแทรก Malicious Code หรือ คำสั่งที่แฮกเกอร์ใช้ในการเจาะระบบส่งผ่าน Web Application ไปยังระบบภายนอกที่เราเชื่อมต่ออยู่ เช่น ระบบฐานข้อมูล SQL โดยวิธี SQL Injection หรือ เรียก External Program ผ่าน shell command ของระบบปฎิบัติการ เป็นต้น
ส่วนใหญ่แล้วแฮกเกอร์จะใช้วิธีนี้ในช่วงการทำ Authentication หรือการ Login เข้าระบบผ่านทาง Web Application เช่น Web Site บางแห่งชอบใช้ "/admin" ในการเข้าสู่หน้า Admin ของ ระบบ ซึ่งเป็นช่องโหว่ให้แฮกเกอร์สามารถเดาได้เลยว่า เราใช้ http://www.mycompany.com/admin ในการเข้าไปจัดการบริหาร Web Site ดังนั้นเราจึงควรเปลี่ยนเป็นคำอื่นที่ไม่ใช่ "/admin" ก็จะช่วยได้มาก
วิธีการทำ SQL injection ก็คือ แฮกเกอร์จะใส่ชื่อ username อะไรก็ได้แต่ password สำหรับการทำ SQL injection จะใส่เป็น Logic Statement ยกตัวอย่างเช่น ' or '1' = '1 หรือ " or "1"= "1
ถ้า Web Application ของเราไม่มีการเขียน Input Validation ดัก password แปลกๆ แบบนี้ แฮกเกอร์ก็สามารถที่จะ bypass ระบบ Authentication ของเราและ Login เข้าสู่ระบบเราโดยไม่ต้องรู้ username และ password ของเรามาก่อนเลย
วิธีการเจาะระบบด้วย SQL injection ยังมีอีกหลายแบบจากที่ยกตัวอย่างมา ซึ่งแฮกเกอร์รุ่นใหม่สามารถเรียนรู้ได้ทางอินเทอร์เน็ตและวิธีการทำก็ไม่ยาก อย่างที่ยกตัวอย่างมาแล้ว
วิธีการป้องกัน
นักพัฒนาระบบ (Web Application Developer) ควรจะระมัดระวัง input string ที่มาจากทางฝั่ง Client (Web Browser) และไม่ควรใช้วิธีติดต่อกับระบบภายนอกโดยไม่จำเป็น
ควรมีการ "กรอง" ข้อมูลขาเข้าที่มาจาก Web Browser ผ่านมาทางผู้ใช้ Client อย่างละเอียด และ ทำการ "กรอง" ข้อมูลที่มีลักษณะที่เป็น SQL injection statement ออกไปเสียก่อนที่จะส่งให้กับระบบฐานข้อมูล SQL ต่อไป
การใช้ Stored Procedure หรือ Trigger ก็เป็นทางออกหนึ่งในการเขียนโปรแกรมสั่งงานไปยังระบบฐานข้อมูล SQL ซึ่งมีความปลอดภัยมากกว่าการใช้ "Dynamic SQL Statement " กับฐานข้อมูล SQL ตรงๆ
7. Improper Error Handling
หมายถึง มีการจัดการกับ Error message ไม่ดีพอ เวลาที่มีผู้ใช้ Web Application หรืออาจจะเป็นแฮกเกอร์ลองพิมพ์ Bad HTTP Request เข้ามาแต่ Web Server หรือ Web Application ของเราไม่มีข้อมูล จึงแสดง Error message ออกมาทางหน้า Browser ซึ่งข้อมูลที่แสดงออกมาทำให้แฮกเกอร์สามารถใช้เป็นประโยชน์ ในการนำไปเดาเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมจากระบบ Web Application ของเราได้ เนื่องจากเมื่อการทำงานของ Web application หลุดไปจากปกติ ระบบมักจะแสดงค่า Error Message ออกมาแสดงถึงชื่อ user ที่ใช้ในการเข้าถึงฐานข้อมูล, แสดง File System Path หรือ Sub Directory Name ที่ชี้ไปยังไฟล์ฐานข้อมูล ตลอดจนทำให้แฮกเกอร์รู้ว่าเราใช้ระบบอะไรเป็นฐานข้อมูลเช่น ใช้ MySQL เป็นต้น
วิธีการแก้ปัญหา
ควรมีการกำหนดนโยบายการจัดการกับ Error message ให้กับระบบ โดยทำหน้า Error message ที่เตรียมไว้รับเวลามี Bad HTTP Request แปลกๆ เข้ามายัง Web Application ของเราโดยหน้า Error message ที่ดีไม่ควรจะบอกให้ผู้ใช้รู้ถึงข้อมูลระบบบางอย่างที่ผู้ใช้ทั่วไปไม่ควรรู้และถ้าผู้ใช้คนนั้นเป็นแฮกเกอร์ซึ่งย่อมมีความรู้มากกว่าผู้ใช้ธรรมดา การเห็นข้อมูล Error message ก็อาจนำไปใช้เป็นประโยชน์สำหรับแฮกเกอร์ได้
8. Insecure Storage
หมายถึง การเก็บรหัสผ่าน (password), เบอร์บัตรเครดิตลูกค้า หรือ ข้อมูลลับของลูกค้า ไว้อย่างไม่มีความปลอดภัยเพียงพอ ส่วนใหญ่จะเก็บแบบมีการเข้ารหัส (Encryption) ไว้ในฐานข้อมูลหรือ เก็บลงในไฟล์ที่อยู่ใน Web server และคิดว่าเมื่อเข้ารหัสแล้วแฮกเกอร์คงไม่สามารถอ่านออก แต่ สิ่งที่เราคิดนับว่าเป็นการประเมินแฮกเกอร์ต่ำเกินไป เนื่องจากอาจเกิดข้อผิดพลาดในการเข้ารหัส เช่น การเข้ารหัสนั้นใช้ Algorithm ที่อ่อนเกินไป ทำให้แฮกเกอร์แกะได้ง่ายๆ หรือมีการเก็บกุญแจ (key) หรือ รหัสลับ (Secret password) ไว้เป็นไฟล์แบบง่ายๆ ที่แฮกเกอร์ สามารถเข้าถึงได้ หรือ สามารถถอดรหัสได้โดยใช้เวลาไม่มากนัก
วิธีการแก้ไข
ควรมีการเข้ารหัสไฟล์ โดยใช้ Encryption Algorithm ที่ค่อนข้างซับซ้อนพอสมควร หรือแทนที่จะเก็บรหัสผ่านที่เข้ารหัสไว้ ให้หันมาเก็บค่า Message Digest หรือ ค่า "HASH" ของรหัสผ่านทาง โดยใช้ Algorithm SHA-1 เป็นต้น
การเก็บกุญแจ (key), ใบรับรอง ดิจิตัล (Digital Certificate) หรือ ลายมือชื่อดิจิตัล (Digital Signature) ควรเก็บไว้อย่างปลอดภัย เช่น เก็บไว้ใน Token หรือ Smart Card ก็จะปลอดภัยกว่าการเก็บไว้เป็นไฟล์ในฮาร์ดดิสค์ เป็นต้น (ถ้าเก็บเป็นไฟล์ก็ควรทำการเข้ารหัสไว้ทุกครั้ง)
9. Denial of Service
หมายถึงระบบ Web Application หรือ Web Server ของเรา อาจหยุดทำงานได้เมื่อเจอกับ Bad HTTP Request แปลกๆ หรือ มีการเรียกเข้ามาอย่างต่อเนื่องจำนวนมาก ทำให้เกิดการจราจรหนาแน่นบน Web Server ของเรา โดยปกติ Web Server จะจัดการกับ Concurrent session ได้จำนวนหนึ่ง ถ้ามี HTTP Request เข้ามาเกินค่าที่ Web Server จะสามารถรับได้ ก็จะเกิด Error ขึ้น ทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถเข้า Web Site เราได้ นอกจากนี้ อาจจะทำให้เครื่องเกิด CPU Overload หรือ Out of Memory ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของ Denial of Service เช่นกัน กล่าวโดยรวมก็คือ ทำให้ระบบของเรามีปัญหาเรื่อง "Availability"
วิธีการแก้ไข
การป้องกัน DoS หรือ DDoS Attack นั้นไม่ง่าย และ ส่วนใหญ่ ไม่สามารถป้องกันได้ 100% การติดตั้ง Hardware IPS (Intrusion Prevention System) เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แต่ก็มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง หากต้องการประหยัดงบประมาณก็ควรต้อง ทำการ "Hardening" ระบบให้เรียบร้อย เช่น Network OS ที่ใช้อยู่ก็ควรจะลง Patch อย่างสม่ำเสมอ, Web Server ก็เช่นเดียวกัน เพราะมีช่องโหว่ เกิดขึ้นเป็นประจำ ตลอดจนปรับแต่งค่า Parameter บางค่าของ Network OS เพื่อให้รองรับกับการโจมตีแบบ DoS /DDoS Attack
10. Insecure Configuration Management
หมายถึง เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากผู้ดูแลระบบ หรือ ผู้ติดตั้ง Web Server มักจะติดตั้งในลักษณะ "Default Configuration" ซึ่งยังคงมีช่องโหว่มากมาย หรือบางครั้งก็ไม่ได้ทำการ Update Patch ระบบให้ครบถ้วนจนถึง Patch ล่าสุด
ปัญหาที่เจอบ่อยๆ ก็คือมีการกำหนดสิทธิในการเข้าถึงไฟล์ต่างๆ ใน Web Server ไม่ดีพอทำให้มีไฟล์หลุดออกมาให้ผู้ใช้เข้าถึงได้ เช่น แสดงออกมาในลักษณะ "Directory Browsing" ตลอดจนค่า default ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Default Username และ Default Password ก็มักจะถูกทิ้งไว้โดยไม่ได้เปลี่ยนอยู่เป็นประจำ
วิธีการแก้ปัญหา
ให้ทำการแก้ไขค่า "Default" ต่างๆ ทันทีที่ติดตั้งระบบเสร็จ และทำการ Patch ระบบให้จถึง Patch ล่าสุด และ ตาม Patch อย่างสม่ำเสมอ เรียกว่า ทำการ "Hardening" ระบบนั่นเอง Services ใดที่ไม่ได้ใช้ก็ไม่ต้องเปิดบริการ เราควรตรวจสอบสิทธิ File and Subdirectory Permission ในระบบว่าตั้งไว้ถูกต้อง และ ปลอดภัยหรือไม่ ตลอดจนเปิดระบบ Web Server log file เพื่อที่จะได้สามารถตรวจสอบ (Audit) HTTP Request ที่ส่งมายัง Web Server ได้ โดยดูจาก Web Server log file ที่เราได้เปิดไว้ และ เราควรหมั่นติดตามข่าวสารเรื่องช่องโหว่ (Vulnerability) ใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ และ มีการตรวจวิเคราะห์ Web Server log file, Network log file, Firewal log file และ IDS/IPS log file เป็นระยะๆ
จะเห็นได้ว่าแฮกเกอร์ในปัจจุบันสามารถเจาะระบบเราโดยผ่านทะลุ Firewall ได้อย่างง่ายดาย เพราะ เรามีความจำเป็นต้องเปิดให้บริการ Web Server ในทุกองค์กร ดังนั้นการตรวจสอบเรื่องของ Web Application Source Code และ Web Server Configuration จึงเป็นทางออกสำหรับการแก้ไขปัญหาทางด้านความปลอดภัยของระบบให้รอดพันจากเหล่าไวรัสและแฮกเกอร์ซึ่งนับวันจะเพิ่มจำนวนและเพิ่มความสามารถขึ้นเป็นทวีคูณ.
วันศุกร์, สิงหาคม 17, 2550
เจาะลึก Web Application Security ( ตอนที่1 ), Knowledge Hackers Vs. Web Application Programmer
Hacker ในอดีตแตกต่างจาก Hacker ในปัจจุบันและอนาคต เนื่องจาก Hacker ในอดีตนั้น มักจะเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้าน TCP/IP protocol suite หรือการเขียนโปรแกรมภาษา C อย่างลึกซึ้ง Hacker มักจะใช้ Exploit หรือ โปรแกรมเจาะระบบ เจาะผ่านทาง Port ต่างๆ ที่เปิดให้บริการบน Server ของเรา เช่น FTP Server จะเปิด Port 20 และ 21, Sun RPC บน Solaris Platform เปิด Port "Sun RPC" 111 เป็นต้น โดย Hacker นิยมเจาะระบบ Unix ผ่านทาง Port RPC โดยใช้ Exploit ของ Port 111 ซึ่งปกติจะเป็น Port Default ของ Solaris อยู่แล้ว (ข้อมูลเพิ่มเติมอ่านได้ที่ www.sans.org/top20) แต่ในปัจจุบัน Hacker จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการเจาะระบบเนื่องจาก ระบบส่วนใหญ่มีการป้องกันโดยใช้ Firewall และ มักจะปิด Port ต่างๆ ที่ไม่จำเป็น ตลอดจนปิดแม้กระทั่ง ICMP ซึ่งจะทำให้ Hacker ไม่สามารถใช้คำสั่ง PING มายังเครื่องของเราได้ โดยเราจะเปิด Port สำหรับการใช้งานผ่านทาง Web เท่านั้น คือ Port HTTP 80 และ HTTPS 443 (SSL) จะเห็นได้ว่า Hacker นั้นไม่สามารถเจาะระบบโดยใช้ Exploit เดิมๆ เพราะ Port ต่างๆ ถูกปิดโดย Firewall เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น จึงเป็นที่มาของ การ Hack ในแนวใหม่ (Next Generation Hacking) ก็คือ "Web Application Hacking" เจาะเฉพาะ Port 80 และ Port 443 (เพราะ Firewall ของทุกองค์กรยังไงก็ต้องเปิด Port 80 เพื่อให้คนภายนอกเข้ามาเยี่ยมชม Website) Hacker ในปัจจุบันจึงจำเป็นต้องมีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรม Web Application ด้วย ถ้าเป็น Windows Platform ก็ต้องศึกษาเกี่ยวกับ IIS Web Server, Active Server Page (ASP) หรือถ้าใช้ Unix/Linux Platform ก็ต้องศึกษาเกี่ยวกับ Apache Web Server, mod_SSL, PERL หรือภาษายอดนิยม PHP และ Java Server Page (JSP) เป็นต้น แน่นอนว่า Web Application นั้นถูกเขียนโดย Web Programmer ส่วนใหญ่มักจะมีความเชี่ยวชาญในการเขียนภาษา ASP หรือ PHP บางคนก็ชอบใช้ Content Management System เช่น PHPnuke (http://www.phpnuke.org/) หรือ PHPbb (http://www.phpbb.com/) ซึ่งล้วนแต่มีช่องโหว่ให้กับ Hacker โดยปกติแล้ว Web Programmer มักจะไม่ได้สนใจเรื่องของ Security โดยตรง จะมีเพียงบางคนที่ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ดังนั้นการเขียน Web Application ที่ไม่ได้คำนึงถึงด้าน Web Application Security นั้น จึงเป็นการเปิดช่องให้กับ Hacker ในการเจาะระบบ ผ่านทาง Port 80 หรือ Port 443 ได้อย่างง่ายดาย โดยที่ Firewall ไม่สามารถที่จะป้องกันได้เลย การเจาะระบบผ่านทาง Port 80 หรือ 443 นั้น ไม่ยากอย่างที่เราคิด ลองตรวจสอบระบบของเราเองดู ด้วยวิธีการที่เรียกกันในกลุ่มคนที่ทำงานด้าน Information Security ว่า "Vulnerability Assessment" โดยใช้โปรแกรมจำลองการเจาะระบบ ตัวอย่างเช่นโปรแกรม N-Stealth จาก Website http://www.nstalker.com/ เราจะพบว่า Web Server ของเรา ไม่ว่าจะเป็น IIS หรือ Apache ล้วนมีช่องโหว่ที่ Hacker สามารถมองเห็นโดยโปรแกรมจะวิเคราะห์ช่องโหว่ใน CGI Script, PERL Script ตลอดจน ASP, PHP, Cold Fusion และ JSP Script ด้วย ช่องโหว่ใน Web Application นั้น มีหลายประเภทเช่น Hidden Manipulation, Cookie Poisoning, Buffer Overflow, SQL Injection, Cross Site Scripting (XSS) Flaws (ซึ่งผมจะกล่าวรายละเอียดในฉบับต่อไป) ถามว่าวันนี้เรามีทั้ง Firewall และ IDS ในระบบของเราแล้วเราจะปลอดภัยจากการโจมตีของ Hacker หรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่ได้ 100% เพราะยังไงเราก็ต้องเปิด Port ให้คนเข้ามาที่ Web Server ของเราอยู่ดี และ Web Application Programmer ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีความรู้ในระดับของ Hacker ตลอดจนงานพัฒนาโปรแกรมนั้นก็มักจะเป็นงานที่เร่งรีบเสียจนไม่มีเวลาที่จะมาตรวจสอบ Source Code เพื่อความปลอดภัยของระบบ ดังนั้นทางแก้ไขแบบบูรณาการก็คือ เราต้องถ่ายทอดความรู้ด้าน "Web Application Security" ให้กับโปรแกรมเมอร์ เพื่อโปรแกรมเมอร์จะได้มีความตระหนักถึงการจู่โจมของ Hacker เรียกว่าสร้าง "Security Awareness" ตลอดจนมีการนำ Source Code มาตรวจสอบทั้งแบบ Manual และ Automated โดยใช้ Tools ที่มีอยู่มากมายใน Internet ก็สามารถจะช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับ Web Application ของเราได้กว่า 50 %
จากข้อมูลใน web site http://www.netcraft.com/ ทำให้เราทราบว่าขณะนี้จำนวน web site ทั่วโลกได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่า 42 ล้าน web site ข้อมูลล่าสุดพบว่าใช้ web server Apache ( จาก http://httpd.apache.org/ ) 63.72% และ web server IIS ของ Microsoft 25.95% เราสามารถสรุปได้ว่า web server ทั่วโลกส่วนใหญ่ใช้ Apache ซึ่งเป็นโปรแกรม open source และ IIS บน Windows NT/2000 Server คราวนี้เรามาดูฝั่งของ Hacker กันบ้างจากข้อมูลใน web site ของเหล่าบรรดา Hacker ที่ชอบมาเปลี่ยนหน้า web page ตาม web site ต่าง ๆ ทั่วโลก ดูที่ http://www.zone-h-org/ เราพบว่าสถิติ web server ที่โดน Hack มากที่สุด (กว่า 80%) ก็คือ Platform ที่ใช้ Linux และ Windows 2000 เป็น web server และ เมื่อเราค้นข้อมูลเพิ่มเติมจาก Search Menu ก็พบว่า web site ของไทยเราโดน Hacker ต่างชาติ เข้ามา Hack กันมากพอสมควร เราอาจจะสงสัยว่า Hacker เหล่านี้เข้ามา Hack เราได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่เราก็เปิด Firewall เฉพาะ port 80 และ port 443 อนุญาตก็แค่เพียง HTTP และ HTTPS Traffic เท่านั้น Hacker ก็ยังเจาะเข้ามาได้ ดูสถิติจาก http://www.incidents.org/ ก็พบว่าการเจาะระบบในเวลานี้ ส่วนใหญ่แล้วเจาะเข้ามาทาง Port 80 ก็คือผ่านทาง ช่องโหว่ของ web server เรานั่นเอง Web Server Hacking และ Web Application Hacking จึงเป็นทิศทางใหม่ของเหล่า Hacker เพราะ web site ทุกแห่งทั่วโลกอย่างไรก็ต้องเปิดบริการ port 80 และ port 443 Hacker สามารถใช้เพียงช่อง Address ที่เราป้อง URL ใน Internet Explorer ก็สามารถเจาะระบบเราได้ โดยมุ่งเป้าหมายมาที่ Web Server และ Web Application ที่เราใช้งานอยู่ ในทางเทคนิคเราเรียกวิธีนี้ว่า "Web Subversion" เทคนิคในการ Hack Web Application มีหลายแบบได้แก่ "Hidden Manipulation" หมายถึง Hacker จะแอบเข้ามาดูข้อมูลที่อยู่ใน Hidden Field ที่ web master ชอบใช้ในการเขียน Web Application วิธีการดูก็ง่าย ๆ คือ Right Click Mouse ที่หน้าจอใน IE แล้วเลือก View source ก็สามารถเห็นข้อมูลที่โดยปกติ IE จะไปแสดงบนจอภาพซึ่ง Hacker สามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้ ให้เป็นประโยชน์ในการโจมตี Web server ของเรา ปัญหาก็คือ ในความเข้าใจของ web master โดยปกติคิดว่าข้อมูลใน Hidden Field จะไม่มีใครเห็น และจะไม่ถูกแก้ไขจากฝั่ง Client แต่ Hacker สามารถแก้ไขข้อมูลใน Hidden Field จะฝั่ง Client และส่งกลับมาประมวลผลในฝั่ง Server ได้ ทำให้ข้อมูลที่เรารับกลับเข้ามาจากฝั่ง Client เกิดความผิดพลาด ยกตัวอย่างเช่น เราทำ e-commerce web site ขายสินค้าผ่าน Internet พวก Hacker สามารถเข้ามาแก้ไขข้อมูลราคาสินค้าของเราให้ต่ำลงได้เวลาสั่งซื้อสินค้า ทำให้ web application คำนวณราคาผิดพลาด ส่งผลต่อยอดขายที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งต้องใช้เวลาในการตรวจสอบกันพอสมควร เทคนิคที่ Hacker ชอบใช้อีกวิธีหนึ่งก็คือ "Cookie Poisoning" สังเกตได้ว่า web site ส่วนใหญ่เวลานี้ชอบใช้ เทคนิค Cookie ในการเก็บข้อมูลลูกค้าหลังจากที่เราเข้าไปใน web site เหล่านั้น เช่น เวลาเข้าไป Login หรือ Sign-on เข้าสู่ web site ข้อมูล User name และ Password ของเราจะถูกเก็บอยู่ใน Cookie Text File ใน Subdirectory C:\Documents and Settings\<ชื่อผู้ใช้>\cookies บน hard disk drive c: ของเครื่องเราเอง ข้อมูลส่วนตัวของเรานอกจาก User name และ Password ก็ถูกเก็บอยู่ใน Cookie ด้วยเช่นกัน Hacker สามารถวิเคราะห์ Pattern จากข้อมูลใน Cookie ทำให้ทราบถึงลักษณะการเก็บข้อมูลของเรา และใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการเข้าถึงข้อมูลของลูกค้ารายอื่น ๆ ใน e-commerce site เนื่องจาก Cookie File ส่วนใหญ่เป็น Text File ที่ไม่ได้เข้ารหัส หรือไม่ก็ เข้ารหัสแบบง่าย ๆ ซึ่งทำให้ Hacker สามารถแกะ Pattern ออกมาได้ดังนั้น เราควรจัดการกับ Cookie อย่างระมัดระวัง ไม่อย่างนั้นข้อมูลลูกค้าใน Web site ของเราอาจจะรั่วไปสู่มือ Hacker ได้ง่าย ๆ web site ในต่างประเทศหลายที่ โดยเฉพาะพวก web โป๊ มักจะฝังโปรแกรมดักรอเราเมื่อเราเผลอเข้าไปใน web site พวกนี้ โปรแกรม Trojan ที่รอเราอยู่ใน web site จะถูก Download โดยอัตโนมัติเข้าสู่ hard disk ของเราโดยไม่ขออนุญาตเราก่อน ส่วนใหญ่จะเป็นโปรแกรมประเภท SpyWare หรือ AdWare SpyWare ก็คือโปรแกรมที่เข้ามาแอบดูข้อมูลส่วนตัวในเครื่องของเราส่วนใหญ่จะวิเคราะห์จาก Cookies จากนั้นมันจะส่งข้อมูลกลับไปหา Site เหล่านั้น เพื่อนำข้อมูลเราไปขายหรือหวังผลทางด้านการตลาด เช่น ส่ง Spam Mail กลับมาหาเรา ส่วน AdWare นั้นจะคอยฝังตัวในเครื่องเราแล้วแสดงโฆษณาในลักษณะ Pop-Up AD ออกมาให้เรารำคาญอยู่เป็นระยะ ๆ ดังนั้น เราควรตรวจสอบโปรแกรมพวกนี้อยู่เป็นประจำว่ามีฝังตัวอยู่ในเครื่องเราหรือไม่ ลองเข้าไปดูที่ http://www.spychecker.com/software/antispy.htmlสำหรับ web master ควรใช้งาน Cookie อย่างระมัดระวัง หรือ เราอาจจะไม่ใช้ Cookie ในฝั่ง Client เลยก็ได้ เพื่อความปลอดภัยของ user ที่เข้ามาใช้บริการ web application ของเรา
เทคนิคการเจาะ Web Application ของเหล่า Hacker นั้น มีหลายวิธีดังที่ได้กล่าวไปแล้วในฉบับก่อนหน้านี้ เช่น "Hidden Manipulation" และ "Cookie Poisoning" เป็นต้น อีกเทคนิคที่ Hacker ชอบใช้เป็นประจำ ได้แก่ "Cross-Site Scripting" หรือที่เรียกกันในนาม XSS หรือ CSS จะเกิดขึ้นเมื่อเวลาที่เราป้อนค่าเข้าไปใน Web Browser เพื่อส่งให้กับ Web Server เช่น การป้อน Username และ Password หรือ การคีย์ข้อมูลลงใน Web Board หลังจากที่เรากดปุ่ม Submit หรือกดปุ่ม Enter เพื่อส่งข้อมูลให้ Web Server ทาง Web Server จะสร้าง Web Page ตอบกลับมายัง Web Browser ของเราในลักษณะที่เป็น Dynamic Content เช่น ถ้าเราป้อนชื่อผิด Web Server ก็จะแจ้งว่าชื่อนั้นไม่มีในระบบ เป็นต้น หาก Web Server มีการนำข้อมูลที่เราป้อนใส่ลงไปใน Web Page กลับมาแสดงเป็นผลลัพธ์ให้เราเห็นหลังจากที่เราได้ป้อนข้อมูลลงไป แล้ว Hacker สามารถป้อนข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อมูลปกติลงไปในช่อง Input เช่น ป้อนข้อมูลเข้าไปในรูปแบบของ JAVA Script ซึ่งสามารถ ทำงานตามที่ Hacker ต้องการได้ เช่น สามารถขโมย Cookie ที่อยู่ในเครื่อง PC ของเราส่งกลับไปหา Hacker ได้ ช่องโหว่ในลักษณะ Cross-Site Scripting นี้ เราจะเห็นได้บ่อยๆใน Search Engine ที่มีการทวน Search Keyword ที่เราป้อนลงไป หรือใน Web Site ที่มีการทวน String ของข้อมูลที่เราป้อนลงไป ในลักษณะของ error message หรือ รูปแบบของ Web Form ที่มีการทวนข้อมูลหลังจากที่เราคีย์เข้าไปในตอนแรก และ พวก Web Board ที่อนุญาตให้ User สามารถเข้ามา POST ข้อมูลได้เป็นต้น เมื่อ Hacker พบว่า Web Site มีช่องโหว่ให้สามารถทำ Cross-Site Scripting ได้ Hacker ก็จะเขียน Script ที่สามารถดูดข้อมูลส่วนตัว ของเราที่เก็บไว้ในเครื่องเราเองในลักษณะที่เป็น Cookie ส่งกลับไปหา Hacker ให้ Hacker สามารถดูข้อมูลของเราได้อย่างง่ายดาย หรือ ส่งพวก Malicious Script แปลกๆ มา Run บนยังเครื่องเราตามที่ Hacker ต้องการก็สามารถที่จะทำได้หาก Web Browser ของเรานั้น อนุญาตให้ Run Script ต่างๆได้ เช่น JAVA Script เป็นต้น การแก้ปัญหา XSS Flaw นั้น ต้องมีการร่วมมือกันของหลายฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายผู้พัฒนาโปรแกรม (Web Application Developer), ผู้ดูแลระบบ (Server Administration) และ ผู้ผลิต Web Browser (Browser Manufacturer)
สำหรับผู้พัฒนาโปรแกรม ควรจะมีการกรองข้อมูลขาเข้าจากทาง Client Side โดยอย่าคิดว่า User จะป้อนข้อมูลธรรมดาๆ กลับมาที่ Web Server เสมอไป ควรต้องมีการตรวจเช็คข้อมูลขาเข้าทุกครั้งที่รับกลับมายัง Web Server ตลอดจน เวลาจะส่งข้อมูลกลับไปยัง Web B rowser ที่ควรแปลงพวก "Non-alphanumeric data" ให้กลายเป็น HTML character เสียก่อน เช่น เครื่องหมายน้อยกว่า "<" ควรถูกแปลงเป็น "& l t ;" เป็นต้น จะเห็นว่า Web Application Developer ต้องมาไล่ตรวจสอบ Source Code ที่เขียนด้วย ASP, JSP หรือ PHP ว่ามีช่องโหว่ดัง ลักษณะที่กล่าวมาหรือไม่ เวลานี้เราสามารถใช้ Tool ในการช่วยวิเคราะห์ Source Code ของเราได้ โดยไม่ต้องเหนื่อยกับกา รตรวจสอบทีละบรรทัด แต่เราต้องเสียทรัพย์ในการจัดซื้อ TOOL พวกนี้ เช่น WebInspect จาก SPI Dynamics หรือ AppScan จาก Sanctum Inc. ซึ่ง TOOL เหล่านี้มีราคาแพงพอสมควร หากเราได้ฝึกอบรมให้กับผู้พัฒนา Web Application ให้เข้าใจปัญหาต่างๆ เหล่านี้ TOOL ที่ใช้ในการตรวจสอบ Source Code ก็คงไม่มีความจำเป็นเท่าใดนัก สำหรับ End user การป้องกันตัวก็ทำได้ง่ายๆ โดยการ Disable Scripting Language ที่ Web Browser ของเรานั่นเอง แต่เราก็จะเล่นลูกเล่นต่างๆใน Web Site ไม่ได้เต็มที่ หรือ เวลาที่เราจะเข้า Web Site ก็ให้พิมพ์ชื่อลงในช่อง URL อย่า Click Link ที่มากับ e-mail โดยไม่ตรวจสอบให้รอบคอบเสียก่อน หรือ อย่า Click Link ทีอยู่ตาม Web Board ต่างๆ เพราะ Link เหล่านั้นอาจมีการแอบแฝง Script ตลอดจน Malicious URL ต่างๆไว้รอคุณอยู่ ดังนั้นการแก้ไขปัญหาที่ง่ายที่สุด คงอยู่ที่ตัวเราเอง ต้องเลือกเข้า Web Site ที่น่าเชื่อถือ ตลอดจนระมัดระวังเวลาที่จะ Click อะไรก็ตามที่เป็น Link อยู่บน Web Browser ของเรานะครับ ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการ Hack และ การป้องกันช่องโหว่ใน Web Server และ Web Application ท่านผู้อ่านสามารถเข้าฟัง สัมมนา "Cyber Defense Initiative Conference ครั้งที่ 3" ในวันที่ 4-5 กันยายนนี้ โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง 4 หน่วยงาน ได้แก่ NECTEC (ThaiCERT), สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และ ACIS Professional Center ในงาน สัมมนาจะกล่าวถึงปัญหาและการแก้ไขเกี่ยวกับ Web Application Security
จากข้อมูลใน web site http://www.netcraft.com/ ทำให้เราทราบว่าขณะนี้จำนวน web site ทั่วโลกได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่า 42 ล้าน web site ข้อมูลล่าสุดพบว่าใช้ web server Apache ( จาก http://httpd.apache.org/ ) 63.72% และ web server IIS ของ Microsoft 25.95% เราสามารถสรุปได้ว่า web server ทั่วโลกส่วนใหญ่ใช้ Apache ซึ่งเป็นโปรแกรม open source และ IIS บน Windows NT/2000 Server คราวนี้เรามาดูฝั่งของ Hacker กันบ้างจากข้อมูลใน web site ของเหล่าบรรดา Hacker ที่ชอบมาเปลี่ยนหน้า web page ตาม web site ต่าง ๆ ทั่วโลก ดูที่ http://www.zone-h-org/ เราพบว่าสถิติ web server ที่โดน Hack มากที่สุด (กว่า 80%) ก็คือ Platform ที่ใช้ Linux และ Windows 2000 เป็น web server และ เมื่อเราค้นข้อมูลเพิ่มเติมจาก Search Menu ก็พบว่า web site ของไทยเราโดน Hacker ต่างชาติ เข้ามา Hack กันมากพอสมควร เราอาจจะสงสัยว่า Hacker เหล่านี้เข้ามา Hack เราได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่เราก็เปิด Firewall เฉพาะ port 80 และ port 443 อนุญาตก็แค่เพียง HTTP และ HTTPS Traffic เท่านั้น Hacker ก็ยังเจาะเข้ามาได้ ดูสถิติจาก http://www.incidents.org/ ก็พบว่าการเจาะระบบในเวลานี้ ส่วนใหญ่แล้วเจาะเข้ามาทาง Port 80 ก็คือผ่านทาง ช่องโหว่ของ web server เรานั่นเอง Web Server Hacking และ Web Application Hacking จึงเป็นทิศทางใหม่ของเหล่า Hacker เพราะ web site ทุกแห่งทั่วโลกอย่างไรก็ต้องเปิดบริการ port 80 และ port 443 Hacker สามารถใช้เพียงช่อง Address ที่เราป้อง URL ใน Internet Explorer ก็สามารถเจาะระบบเราได้ โดยมุ่งเป้าหมายมาที่ Web Server และ Web Application ที่เราใช้งานอยู่ ในทางเทคนิคเราเรียกวิธีนี้ว่า "Web Subversion" เทคนิคในการ Hack Web Application มีหลายแบบได้แก่ "Hidden Manipulation" หมายถึง Hacker จะแอบเข้ามาดูข้อมูลที่อยู่ใน Hidden Field ที่ web master ชอบใช้ในการเขียน Web Application วิธีการดูก็ง่าย ๆ คือ Right Click Mouse ที่หน้าจอใน IE แล้วเลือก View source ก็สามารถเห็นข้อมูลที่โดยปกติ IE จะไปแสดงบนจอภาพซึ่ง Hacker สามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้ ให้เป็นประโยชน์ในการโจมตี Web server ของเรา ปัญหาก็คือ ในความเข้าใจของ web master โดยปกติคิดว่าข้อมูลใน Hidden Field จะไม่มีใครเห็น และจะไม่ถูกแก้ไขจากฝั่ง Client แต่ Hacker สามารถแก้ไขข้อมูลใน Hidden Field จะฝั่ง Client และส่งกลับมาประมวลผลในฝั่ง Server ได้ ทำให้ข้อมูลที่เรารับกลับเข้ามาจากฝั่ง Client เกิดความผิดพลาด ยกตัวอย่างเช่น เราทำ e-commerce web site ขายสินค้าผ่าน Internet พวก Hacker สามารถเข้ามาแก้ไขข้อมูลราคาสินค้าของเราให้ต่ำลงได้เวลาสั่งซื้อสินค้า ทำให้ web application คำนวณราคาผิดพลาด ส่งผลต่อยอดขายที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งต้องใช้เวลาในการตรวจสอบกันพอสมควร เทคนิคที่ Hacker ชอบใช้อีกวิธีหนึ่งก็คือ "Cookie Poisoning" สังเกตได้ว่า web site ส่วนใหญ่เวลานี้ชอบใช้ เทคนิค Cookie ในการเก็บข้อมูลลูกค้าหลังจากที่เราเข้าไปใน web site เหล่านั้น เช่น เวลาเข้าไป Login หรือ Sign-on เข้าสู่ web site ข้อมูล User name และ Password ของเราจะถูกเก็บอยู่ใน Cookie Text File ใน Subdirectory C:\Documents and Settings\<ชื่อผู้ใช้>\cookies บน hard disk drive c: ของเครื่องเราเอง ข้อมูลส่วนตัวของเรานอกจาก User name และ Password ก็ถูกเก็บอยู่ใน Cookie ด้วยเช่นกัน Hacker สามารถวิเคราะห์ Pattern จากข้อมูลใน Cookie ทำให้ทราบถึงลักษณะการเก็บข้อมูลของเรา และใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการเข้าถึงข้อมูลของลูกค้ารายอื่น ๆ ใน e-commerce site เนื่องจาก Cookie File ส่วนใหญ่เป็น Text File ที่ไม่ได้เข้ารหัส หรือไม่ก็ เข้ารหัสแบบง่าย ๆ ซึ่งทำให้ Hacker สามารถแกะ Pattern ออกมาได้ดังนั้น เราควรจัดการกับ Cookie อย่างระมัดระวัง ไม่อย่างนั้นข้อมูลลูกค้าใน Web site ของเราอาจจะรั่วไปสู่มือ Hacker ได้ง่าย ๆ web site ในต่างประเทศหลายที่ โดยเฉพาะพวก web โป๊ มักจะฝังโปรแกรมดักรอเราเมื่อเราเผลอเข้าไปใน web site พวกนี้ โปรแกรม Trojan ที่รอเราอยู่ใน web site จะถูก Download โดยอัตโนมัติเข้าสู่ hard disk ของเราโดยไม่ขออนุญาตเราก่อน ส่วนใหญ่จะเป็นโปรแกรมประเภท SpyWare หรือ AdWare SpyWare ก็คือโปรแกรมที่เข้ามาแอบดูข้อมูลส่วนตัวในเครื่องของเราส่วนใหญ่จะวิเคราะห์จาก Cookies จากนั้นมันจะส่งข้อมูลกลับไปหา Site เหล่านั้น เพื่อนำข้อมูลเราไปขายหรือหวังผลทางด้านการตลาด เช่น ส่ง Spam Mail กลับมาหาเรา ส่วน AdWare นั้นจะคอยฝังตัวในเครื่องเราแล้วแสดงโฆษณาในลักษณะ Pop-Up AD ออกมาให้เรารำคาญอยู่เป็นระยะ ๆ ดังนั้น เราควรตรวจสอบโปรแกรมพวกนี้อยู่เป็นประจำว่ามีฝังตัวอยู่ในเครื่องเราหรือไม่ ลองเข้าไปดูที่ http://www.spychecker.com/software/antispy.htmlสำหรับ web master ควรใช้งาน Cookie อย่างระมัดระวัง หรือ เราอาจจะไม่ใช้ Cookie ในฝั่ง Client เลยก็ได้ เพื่อความปลอดภัยของ user ที่เข้ามาใช้บริการ web application ของเรา
เทคนิคการเจาะ Web Application ของเหล่า Hacker นั้น มีหลายวิธีดังที่ได้กล่าวไปแล้วในฉบับก่อนหน้านี้ เช่น "Hidden Manipulation" และ "Cookie Poisoning" เป็นต้น อีกเทคนิคที่ Hacker ชอบใช้เป็นประจำ ได้แก่ "Cross-Site Scripting" หรือที่เรียกกันในนาม XSS หรือ CSS จะเกิดขึ้นเมื่อเวลาที่เราป้อนค่าเข้าไปใน Web Browser เพื่อส่งให้กับ Web Server เช่น การป้อน Username และ Password หรือ การคีย์ข้อมูลลงใน Web Board หลังจากที่เรากดปุ่ม Submit หรือกดปุ่ม Enter เพื่อส่งข้อมูลให้ Web Server ทาง Web Server จะสร้าง Web Page ตอบกลับมายัง Web Browser ของเราในลักษณะที่เป็น Dynamic Content เช่น ถ้าเราป้อนชื่อผิด Web Server ก็จะแจ้งว่าชื่อนั้นไม่มีในระบบ เป็นต้น หาก Web Server มีการนำข้อมูลที่เราป้อนใส่ลงไปใน Web Page กลับมาแสดงเป็นผลลัพธ์ให้เราเห็นหลังจากที่เราได้ป้อนข้อมูลลงไป แล้ว Hacker สามารถป้อนข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อมูลปกติลงไปในช่อง Input เช่น ป้อนข้อมูลเข้าไปในรูปแบบของ JAVA Script ซึ่งสามารถ ทำงานตามที่ Hacker ต้องการได้ เช่น สามารถขโมย Cookie ที่อยู่ในเครื่อง PC ของเราส่งกลับไปหา Hacker ได้ ช่องโหว่ในลักษณะ Cross-Site Scripting นี้ เราจะเห็นได้บ่อยๆใน Search Engine ที่มีการทวน Search Keyword ที่เราป้อนลงไป หรือใน Web Site ที่มีการทวน String ของข้อมูลที่เราป้อนลงไป ในลักษณะของ error message หรือ รูปแบบของ Web Form ที่มีการทวนข้อมูลหลังจากที่เราคีย์เข้าไปในตอนแรก และ พวก Web Board ที่อนุญาตให้ User สามารถเข้ามา POST ข้อมูลได้เป็นต้น เมื่อ Hacker พบว่า Web Site มีช่องโหว่ให้สามารถทำ Cross-Site Scripting ได้ Hacker ก็จะเขียน Script ที่สามารถดูดข้อมูลส่วนตัว ของเราที่เก็บไว้ในเครื่องเราเองในลักษณะที่เป็น Cookie ส่งกลับไปหา Hacker ให้ Hacker สามารถดูข้อมูลของเราได้อย่างง่ายดาย หรือ ส่งพวก Malicious Script แปลกๆ มา Run บนยังเครื่องเราตามที่ Hacker ต้องการก็สามารถที่จะทำได้หาก Web Browser ของเรานั้น อนุญาตให้ Run Script ต่างๆได้ เช่น JAVA Script เป็นต้น การแก้ปัญหา XSS Flaw นั้น ต้องมีการร่วมมือกันของหลายฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายผู้พัฒนาโปรแกรม (Web Application Developer), ผู้ดูแลระบบ (Server Administration) และ ผู้ผลิต Web Browser (Browser Manufacturer)
สำหรับผู้พัฒนาโปรแกรม ควรจะมีการกรองข้อมูลขาเข้าจากทาง Client Side โดยอย่าคิดว่า User จะป้อนข้อมูลธรรมดาๆ กลับมาที่ Web Server เสมอไป ควรต้องมีการตรวจเช็คข้อมูลขาเข้าทุกครั้งที่รับกลับมายัง Web Server ตลอดจน เวลาจะส่งข้อมูลกลับไปยัง Web B rowser ที่ควรแปลงพวก "Non-alphanumeric data" ให้กลายเป็น HTML character เสียก่อน เช่น เครื่องหมายน้อยกว่า "<" ควรถูกแปลงเป็น "& l t ;" เป็นต้น จะเห็นว่า Web Application Developer ต้องมาไล่ตรวจสอบ Source Code ที่เขียนด้วย ASP, JSP หรือ PHP ว่ามีช่องโหว่ดัง ลักษณะที่กล่าวมาหรือไม่ เวลานี้เราสามารถใช้ Tool ในการช่วยวิเคราะห์ Source Code ของเราได้ โดยไม่ต้องเหนื่อยกับกา รตรวจสอบทีละบรรทัด แต่เราต้องเสียทรัพย์ในการจัดซื้อ TOOL พวกนี้ เช่น WebInspect จาก SPI Dynamics หรือ AppScan จาก Sanctum Inc. ซึ่ง TOOL เหล่านี้มีราคาแพงพอสมควร หากเราได้ฝึกอบรมให้กับผู้พัฒนา Web Application ให้เข้าใจปัญหาต่างๆ เหล่านี้ TOOL ที่ใช้ในการตรวจสอบ Source Code ก็คงไม่มีความจำเป็นเท่าใดนัก สำหรับ End user การป้องกันตัวก็ทำได้ง่ายๆ โดยการ Disable Scripting Language ที่ Web Browser ของเรานั่นเอง แต่เราก็จะเล่นลูกเล่นต่างๆใน Web Site ไม่ได้เต็มที่ หรือ เวลาที่เราจะเข้า Web Site ก็ให้พิมพ์ชื่อลงในช่อง URL อย่า Click Link ที่มากับ e-mail โดยไม่ตรวจสอบให้รอบคอบเสียก่อน หรือ อย่า Click Link ทีอยู่ตาม Web Board ต่างๆ เพราะ Link เหล่านั้นอาจมีการแอบแฝง Script ตลอดจน Malicious URL ต่างๆไว้รอคุณอยู่ ดังนั้นการแก้ไขปัญหาที่ง่ายที่สุด คงอยู่ที่ตัวเราเอง ต้องเลือกเข้า Web Site ที่น่าเชื่อถือ ตลอดจนระมัดระวังเวลาที่จะ Click อะไรก็ตามที่เป็น Link อยู่บน Web Browser ของเรานะครับ ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการ Hack และ การป้องกันช่องโหว่ใน Web Server และ Web Application ท่านผู้อ่านสามารถเข้าฟัง สัมมนา "Cyber Defense Initiative Conference ครั้งที่ 3" ในวันที่ 4-5 กันยายนนี้ โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง 4 หน่วยงาน ได้แก่ NECTEC (ThaiCERT), สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และ ACIS Professional Center ในงาน สัมมนาจะกล่าวถึงปัญหาและการแก้ไขเกี่ยวกับ Web Application Security
วันจันทร์, สิงหาคม 13, 2550
วิธีแก้กรณีลืมรหัสhotmail
หลายคนคงเคยลืมรหัสhotmail แล้วไม่มีทางคำถามคำตอบพิเศษก็จำไม่ได้ e-mail สำรองก็ดันเป็นe-mail ที่ถูกล๊อกจะทำอย่างไรดีนะ วันนี้ผมมีทางออกลองๆเอาไปใช้ดูกันนะครับ
ก่อนอื่นคุณต้องเข้าไปที่เว็บ
1.http://support.msn.com/eform.aspx?productKey=hotmail&page=support_home_options_form_byemail&ct=eformts
2.คุณต้องทำการกรอกข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้คุณไม่สามารถเข้าhotmailได้
3.หัวข้อแรก
1.Provide your Microsoft Passport Network sign-in information or personal e-mail address
- ช่อง Full Name: ใส่ชื่อที่คุณได้ทำการสมัครไว้กับทางhotmailนะครับ
- ช่อง What e-mail address would you like a response sent to? ใส่e-mail ที่คุณต้องการจะติดต่อซึ่งอาจเป็นe-mail ที่คุณเพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อแก้ไขปัญหานี้ก็ได้ หรือจะเป็นe-mail เก่าที่คุณเคยสมัครไว้อีกตัวหนึ่งก็ได้นะครับ
- ช่อง Primary e-mail address/member ID associated with the account you are inquiring about:
ใส่e-mail ที่เกิดปัญหาขึ้นนะครับ
4.หัวข้อที่สอง
2.So that we may better assist you, please provide as many details as possible about your issue
- What type of problem do you have?(Select the option that most closely matches your problem.Your selections enable us to quickly provide the most accurate response.)
ช่องแรกเลือก Connection/signin problem
ช่องที่สองเลือก Account temporarily unavailable
-Be specific when describing your problem. The details that you include enable us to promptly send you the most likely solution to your issue.
ระบุปัญหาที่เกิดขึ้นนะครับ (เขียนเป็นภาษาอังกฤษส่งไปนะครับ)
-What is the frequency of the problem?
เลือก first time
-How do you access your Hotmail account?
เลือก web interface[www.hotmail.com]
-What type of internet connection do you have?
เลือกชนิดอินเตอร์เน็ตที่คุณใช้
-Have you recently installed any new software (if you enter yes please add more comments in the text box above)?
เลือก Yes
กด submit เป็นอันเสร็จสิ้น
หมายเหตุ รอe-mailตอบกลับอีกภายใน 24 ชั่วโมง ถ้ายังไม่มีe-maillส่งกลับมา ให้คุณส่ง Your Support Ticket Number โดยกรอกที่ช่อง *Be specific when describing your problem. The details that you include enable us to promptly send you the most likely solution to your issue. แล้วส่งกลับไปอีกครั้ง
ก่อนอื่นคุณต้องเข้าไปที่เว็บ
1.http://support.msn.com/eform.aspx?productKey=hotmail&page=support_home_options_form_byemail&ct=eformts
2.คุณต้องทำการกรอกข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้คุณไม่สามารถเข้าhotmailได้
3.หัวข้อแรก
1.Provide your Microsoft Passport Network sign-in information or personal e-mail address
- ช่อง Full Name: ใส่ชื่อที่คุณได้ทำการสมัครไว้กับทางhotmailนะครับ
- ช่อง What e-mail address would you like a response sent to? ใส่e-mail ที่คุณต้องการจะติดต่อซึ่งอาจเป็นe-mail ที่คุณเพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อแก้ไขปัญหานี้ก็ได้ หรือจะเป็นe-mail เก่าที่คุณเคยสมัครไว้อีกตัวหนึ่งก็ได้นะครับ
- ช่อง Primary e-mail address/member ID associated with the account you are inquiring about:
ใส่e-mail ที่เกิดปัญหาขึ้นนะครับ
4.หัวข้อที่สอง
2.So that we may better assist you, please provide as many details as possible about your issue
- What type of problem do you have?(Select the option that most closely matches your problem.Your selections enable us to quickly provide the most accurate response.)
ช่องแรกเลือก Connection/signin problem
ช่องที่สองเลือก Account temporarily unavailable
-Be specific when describing your problem. The details that you include enable us to promptly send you the most likely solution to your issue.
ระบุปัญหาที่เกิดขึ้นนะครับ (เขียนเป็นภาษาอังกฤษส่งไปนะครับ)
-What is the frequency of the problem?
เลือก first time
-How do you access your Hotmail account?
เลือก web interface[www.hotmail.com]
-What type of internet connection do you have?
เลือกชนิดอินเตอร์เน็ตที่คุณใช้
-Have you recently installed any new software (if you enter yes please add more comments in the text box above)?
เลือก Yes
กด submit เป็นอันเสร็จสิ้น
หมายเหตุ รอe-mailตอบกลับอีกภายใน 24 ชั่วโมง ถ้ายังไม่มีe-maillส่งกลับมา ให้คุณส่ง Your Support Ticket Number โดยกรอกที่ช่อง *Be specific when describing your problem. The details that you include enable us to promptly send you the most likely solution to your issue. แล้วส่งกลับไปอีกครั้ง
วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 26, 2550
สำหรับเครื่องลูกข่าย ในตัวอย่างนี้เป็น Com2 ให้เราเข้าไปกำหนดค่าดังนี้
1.คลิกที่ปุ่ม Start
2.เลื่อนเมาส์ไปที่ Connect to
3.คลิกที่ Show all connections
4.จะปรากฏหน้าต่าง Network Connections ขึ้นมาให้คลิกที่ Set up a home or small office network แล้วจะให้ผลดังหน้าถัดไป
5.จะปรากฏหน้าต่าง Network Setup Wizard ขึ้นมาให้คลิกปุ่ม Next
6.ให้เราคลิกปุ่ม Next แล้วจะให้ผลหน้าต่างถัดไป
7.ติ๊กช่อง Yes, use the existing shared connection for this computer’s Internet access (recommended)
8.จากนั้นคลิกปุ่ม Next แล้วจะให้ผลในหน้าถัดไป
9.ที่ช่อง Computer description และช่อง Computer name ตรวจสอบดูว่าตรงกับชื่อที่เราตั้งไว้ก่อนหน้านั้นหรือไม่ถ้าไม่ตรงกันควรแก้ไขให้เรียบร้อย (โดยตั้งให้ตรงกับชื่อที่เราตั้งไว้ก่อนหน้านั้น) จากนั้นให้คลิกปุ่ม next
10.ที่ช่อง Workgroup name ให้ตั้งชื่อให้ตรงกับชื่อ workgroup ของเราที่กำหนดไว้ในตอนแรก
11.จากนั้นคลิกปุ่ม Next แล้วจะให้ผลในหน้าถัดไป
12.ให้ตรวจสอบว่าชื่อเครื่องและชื่อ Workgroup ถูกต้องตามที่กำหนดไว้ในตอนแรกหรือไม่ ถ้าถูกต้องแล้วให้คลิกปุ่มNext แล้วจะให้ผลดังหน้าถัดไป
13.โปรแกรมจะเริ่มกำหนด่าต่างๆ ตามที่เราได้กำหนดไว้ให้รอจนกระทั่งเสร็จแล้วคลิกปุ่ม Next จะให้ผลในหน้าถัดไป
14.ติ๊กที่ช่อง Just finish the wizard; I don’t need to run the wizard on other computer
15.จากนั้นคลิปปุ่มNextแล้วจะให้ผลในหน้าถัดไป
16.เมื่อเสร็จสิ้นการเซ็ตค่าต่างๆแล้วให้คลิกปุ่มFinish
เพียงเท่านี้คอมพิวเตอร์เครื่องที่ 2 ที่เป็นเครื่องลูกข่ายก็จะสามารถแชร์อินเตอร์เน็ตจากคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 1 ซึ่งเป็นเครื่องแม่ข่ายได้แล้วครับ
2.เลื่อนเมาส์ไปที่ Connect to
3.คลิกที่ Show all connections
4.จะปรากฏหน้าต่าง Network Connections ขึ้นมาให้คลิกที่ Set up a home or small office network แล้วจะให้ผลดังหน้าถัดไป
5.จะปรากฏหน้าต่าง Network Setup Wizard ขึ้นมาให้คลิกปุ่ม Next
6.ให้เราคลิกปุ่ม Next แล้วจะให้ผลหน้าต่างถัดไป
7.ติ๊กช่อง Yes, use the existing shared connection for this computer’s Internet access (recommended)
8.จากนั้นคลิกปุ่ม Next แล้วจะให้ผลในหน้าถัดไป
9.ที่ช่อง Computer description และช่อง Computer name ตรวจสอบดูว่าตรงกับชื่อที่เราตั้งไว้ก่อนหน้านั้นหรือไม่ถ้าไม่ตรงกันควรแก้ไขให้เรียบร้อย (โดยตั้งให้ตรงกับชื่อที่เราตั้งไว้ก่อนหน้านั้น) จากนั้นให้คลิกปุ่ม next
10.ที่ช่อง Workgroup name ให้ตั้งชื่อให้ตรงกับชื่อ workgroup ของเราที่กำหนดไว้ในตอนแรก
11.จากนั้นคลิกปุ่ม Next แล้วจะให้ผลในหน้าถัดไป
12.ให้ตรวจสอบว่าชื่อเครื่องและชื่อ Workgroup ถูกต้องตามที่กำหนดไว้ในตอนแรกหรือไม่ ถ้าถูกต้องแล้วให้คลิกปุ่มNext แล้วจะให้ผลดังหน้าถัดไป
13.โปรแกรมจะเริ่มกำหนด่าต่างๆ ตามที่เราได้กำหนดไว้ให้รอจนกระทั่งเสร็จแล้วคลิกปุ่ม Next จะให้ผลในหน้าถัดไป
14.ติ๊กที่ช่อง Just finish the wizard; I don’t need to run the wizard on other computer
15.จากนั้นคลิปปุ่มNextแล้วจะให้ผลในหน้าถัดไป
16.เมื่อเสร็จสิ้นการเซ็ตค่าต่างๆแล้วให้คลิกปุ่มFinish
เพียงเท่านี้คอมพิวเตอร์เครื่องที่ 2 ที่เป็นเครื่องลูกข่ายก็จะสามารถแชร์อินเตอร์เน็ตจากคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 1 ซึ่งเป็นเครื่องแม่ข่ายได้แล้วครับ
การแชร์อินเทอร์เน็ต
1.คลิกที่ปุ่ม Start
2.เลื่อนเมาส์ไปที่ Connect to
3.คลิกที่ Show all Connections
4.จะปรากฏหน้าต่าง Network Connections ขึ้นมาให้คลิกขวาที่ไอคอน Local Area Connection ที่เราต้องการแชร์
5.คลิกคำสั่ง Properties
6.ให้คลิกแท็บ Advanced
7.ที่ Internet Connection sharing ให้ติ๊กเครื่องหมายถูกที่ช่อง Allow other network to connect this computer’s Internet connection
8.จากนั้นคลิกปุ่ม Ok ก็เป็นอันว่าเราสามารถแชร์อินเทอร์เน็ตให้กับเครื่องลูกข่ายได้แล้ว
2.เลื่อนเมาส์ไปที่ Connect to
3.คลิกที่ Show all Connections
4.จะปรากฏหน้าต่าง Network Connections ขึ้นมาให้คลิกขวาที่ไอคอน Local Area Connection ที่เราต้องการแชร์
5.คลิกคำสั่ง Properties
6.ให้คลิกแท็บ Advanced
7.ที่ Internet Connection sharing ให้ติ๊กเครื่องหมายถูกที่ช่อง Allow other network to connect this computer’s Internet connection
8.จากนั้นคลิกปุ่ม Ok ก็เป็นอันว่าเราสามารถแชร์อินเทอร์เน็ตให้กับเครื่องลูกข่ายได้แล้ว
วันเสาร์, มิถุนายน 09, 2550
FDISK Tutorial
FDISK Tutorial
The Basics of Fdisk:
Primary partitions are the only one that are bootable. They're always the C: drive when active. Normally you can only have one (more with some special tricks etc.) Extended partitions are needed when you want more than one partition. You can only have ONE Extended partition. Logical Drives come into the Extended partition. They are handy since you know that you can only have one Primary and one Extended so you can get more than only two partitions. They would be your D:, E:, etc. drives.
First you need to reboot your system with the Boot Disk inserted.
1.At the A: prompt start "FDISK."
2.If asked to use Large Disc support say Yes.
3.The first screen looks like this:
Create Dos Partition or Logical Drive
Set Active Partition
Delete Partitions or Logical DOS Drives
Display Partition Information
Change current fixed drive. (In case you have two or more Hard Drivess)
So, to prepare you hopefully did a backup from your data. You did, didn't you ?!
4.Next we need to remove the existing partitions. So go to 3.
5.Next screen like this:
Delete Primary DOS
Delete Extended DOS
Delete Logical Drives
Delete Non-DOS
Delete always in the following order
Logical (All) > Extended > Primary (Last)
6.Go back to first screen after all partitions have been removed.
7.Now we need to setup our new partitions. Go to 1.
This screen looks like this:
Create Primary DOS
Create Extended DOS
Create Logical DOS Drives
Here we create in the following order
Primary > Extended > Logical Drives.
8.First create the Primary. If asked to use all space say No and enter the amount you wish for the C: drive. It should be set automatically to be the (only) Active partition. If not it may ask you or you have to select "2. Set active partition" from the main menu.
9.Next create the Extended Partition. Use all space left.
It probably advances automatically to the next step, creating the Logical DOS Drives.
10.Enter the amount you wish for the D: partition and than the rest for the third partition.
Think first about the size for the partitions.
OK now we're finished with FDISK so just exit it. Next you need to reboot with the disc still inserted and Format all partitions (the C: partition might need to be formatted with "format c: /s", check the Win95 tip). Another reboot and you can go ahead and install Windows.
When your system supports booting from CD just insert the Windows CD and reboot. The setup will start.
If not, follow these steps:
Win98: insert Boot Disk and CD, reboot, choose "2. boot with CDROM support" and once you're at the prompt change to your CD-drive letter (depends on your partition setup) and enter "setup".
Win95: You must format the C: partition with "Format C: /s"!. Next install your CDROM driver, reboot, insert the Win95 CD, change to the CD-driveletter, enter
"setup".
I hope I made no mistakes.
Disable CD Autorun
Disable CD Autorun
1) Click Start, Run and enter GPEDIT.MSC
2) Go to Computer Configuration, Administrative Templates, System.
3) Locate the entry for Turn autoplay off and modify it as you desire.
1) Click Start, Run and enter GPEDIT.MSC
2) Go to Computer Configuration, Administrative Templates, System.
3) Locate the entry for Turn autoplay off and modify it as you desire.
Speed up your browsing of Windows 2000 & XP machines
Speed up your browsing of Windows 2000 & XP machines
Here's a great tip to speed up your browsing of Windows XP machines. Its actually a fix to a bug installed as default in Windows 2000 that scans shared files for Scheduled Tasks. And it turns out that you can experience a delay as long as 30 seconds when you try to view shared files across a network because Windows 2000 is using the extra time to search the remote computer for any Scheduled Tasks. Note that though the fix is originally intended for only those affected, Windows 2000 users will experience that the actual browsing speed of both the Internet & Windows Explorers improve significantly after applying it since it doesn't search for Scheduled Tasks anymore. Here's how :
Open up the Registry and go to :
HKEY_LOCAL_MACHINE/Software/Microsoft/Windows/Current Version/Explorer/RemoteComputer/NameSpace
Under that branch, select the key :
{D6277990-4C6A-11CF-8D87-00AA0060F5BF}
and delete it.
This is key that instructs Windows to search for Scheduled Tasks. If you like you may want to export the exact branch so that you can restore the key if necessary.
This fix is so effective that it doesn't require a reboot and you can almost immediately determine yourself how much it speeds up your browsing processes.
IP address of your connection
IP address of your connection
Go to start/run type 'cmd'
then type 'ipconfig'
Add the '/all' switch for more info
then type 'ipconfig'
Add the '/all' switch for more info
NTFS vs. FAT
NTFS vs. FAT
To NTFS or not to NTFS—that is the question. But unlike the deeper questions of life, this one isn't really all that hard to answer. For most users running Windows XP, NTFS is the obvious choice. It's more powerful and offers security advantages not found in the other file systems. But let's go over the differences among the files systems so we're all clear about the choice. There are essentially three different file systems available in Windows XP: FAT16, short for File Allocation Table, FAT32, and NTFS, short for NT File System.
FAT16
The FAT16 file system was introduced way back with MS–DOS in 1981, and it's showing its age. It was designed originally to handle files on a floppy drive, and has had minor modifications over the years so it can handle hard disks, and even file names longer than the original limitation of 8.3 characters, but it's still the lowest common denominator. The biggest advantage of FAT16 is that it is compatible across a wide variety of operating systems, including Windows 95/98/Me, OS/2, Linux, and some versions of UNIX. The biggest problem of FAT16 is that it has a fixed maximum number of clusters per partition, so as hard disks get bigger and bigger, the size of each cluster has to get larger. In a 2–GB partition, each cluster is 32 kilobytes, meaning that even the smallest file on the partition will take up 32 KB of space. FAT16 also doesn't support compression, encryption, or advanced security using access control lists.
FAT32
The FAT32 file system, originally introduced in Windows 95 Service Pack 2, is really just an extension of the original FAT16 file system that provides for a much larger number of clusters per partition. As such, it greatly improves the overall disk utilization when compared to a FAT16 file system. However, FAT32 shares all of the other limitations of FAT16, and adds an important additional limitation—many operating systems that can recognize FAT16 will not work with FAT32—most notably Windows NT, but also Linux and UNIX as well. Now this isn't a problem if you're running FAT32 on a Windows XP computer and sharing your drive out to other computers on your network—they don't need to know (and generally don't really care) what your underlying file system is.
The Advantages of NTFS
The NTFS file system, introduced with first version of Windows NT, is a completely different file system from FAT. It provides for greatly increased security, file–by–file compression, quotas, and even encryption. It is the default file system for new installations of Windows XP, and if you're doing an upgrade from a previous version of Windows, you'll be asked if you want to convert your existing file systems to NTFS. Don't worry. If you've already upgraded to Windows XP and didn't do the conversion then, it's not a problem. You can convert FAT16 or FAT32 volumes to NTFS at any point. Just remember that you can't easily go back to FAT or FAT32 (without reformatting the drive or partition), not that I think you'll want to.
The NTFS file system is generally not compatible with other operating systems installed on the same computer, nor is it available when you've booted a computer from a floppy disk. For this reason, many system administrators, myself included, used to recommend that users format at least a small partition at the beginning of their main hard disk as FAT. This partition provided a place to store emergency recovery tools or special drivers needed for reinstallation, and was a mechanism for digging yourself out of the hole you'd just dug into. But with the enhanced recovery abilities built into Windows XP (more on that in a future column), I don't think it's necessary or desirable to create that initial FAT partition.
When to Use FAT or FAT32
If you're running more than one operating system on a single computer (see Dual booting in Guides), you will definitely need to format some of your volumes as FAT. Any programs or data that need to be accessed by more than one operating system on that computer should be stored on a FAT16 or possibly FAT32 volume. But keep in mind that you have no security for data on a FAT16 or FAT32 volume—any one with access to the computer can read, change, or even delete any file that is stored on a FAT16 or FAT32 partition. In many cases, this is even possible over a network. So do not store sensitive files on drives or partitions formatted with FAT file systems.
วันพุธ, มิถุนายน 06, 2550
ทฤษฎีการแพร่กระจายนวัตกรรม
การยอมรับ (Adoption) สิ่งใดของสังคม จะมีกระบวนการ (Process) คล้ายๆ กัน โดยเริ่มต้นจากมีสิ่งใหม่เกิดขึ้น มีคนกลุ่มหนึ่งยอมรับคิดว่าดีแล้ว จะเกิดการแพร่กระจาย (Diffusion) ไปตามช่องทางการสื่อสาร (Channels) ต่างๆ ของคนกลุ่มหนึ่งไปสู่อีกกลุ่มหนึ่งในสังคม อยู่ที่สิ่งใหม่นั้นมีความดึงดูดใจสูงก็จะทำให้การยอมรับสิ่งนั้นในสังคม ใช้ระยะเวลาในการยอมรับสั้นขึ้น เช่น การนิยมใส่สายเดี่ยวจากเซนเตอร์พ้อยต์แพร่กระจายถึงบ้านนาทองริมฝั่งโขง หรือช่างกลที่เป็นอริกันก็นิยมยีนส์รัดรูปเหมือนกัน หรือการใส่หมวกไหมพรมนุ่งยีนส์หลวมๆ ถือสเก็ตบอร์ดขึ้นรถเมลล์เหมือนเด็กฮิปฮ้อปจากย่านบร๊องซ์แพร่มาถึงกรุงเทพ ว่ากันว่าการแพร่กระจายบางสิ่งเราไม่สามารถต้านมันได้เช่นหมวกไหมพรมและถือสเก็ตบอร์ดแม้บ้านเราร้อนเพียงใดแม้ฝรั่งจะดูแคลนในใจว่าทำไมเราต้องเลียนแบบคนดำในอเมริกาด้วย นั่นเพราะว่าในขณะเวลานั้นสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดการยอมรับแล้วว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในกลุ่มคนในสังคมนั้นๆ จึงต้องรับไป เด็กบ้านเราจึงต้องใส่หมวกไหมพรมและตรากตรำซ้อมสเก็ตบอร์ดกันจนดึกดื่น เพราะเราไม่สามารถมีทางเลือกสิ่งที่ทำให้ดูดีกว่านี้ได้ในช่วงเวลานั้น เพราะสังคมที่พวกเขาอยู่ยอมรับว่าสิ่งนั้นเป็นทางเลือกดีที่สุด แต่จะเห็นได้ว่าการแพร่กระจายความนิยมเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์หรือ Promotion ใดให้เกิดความนิยม แต่ล้วนแล้วเกิดการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปตามช่องทางสื่อสารต่างๆ สังคมโดยธรรมชาติ ธรรมชาติของโทรคมนาคมเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและธุรกิจสมัยใหม่ก็เช่นกัน มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Innovation) อย่างรวดเร็วอยู่เสมอ แต่การยอมรับนวัตกรรม นั้นจะแตกต่างจากการแพร่กระจายความนิยมอื่นในสังคม เนื่องจากต้องมีการเรียนรู้การใช้งาน ต้องมีความคุ้มค่าของเงิน ต้องมีปัจจัยหลายอย่างดังที่บทความนี้ย่อทฤษฎีการแพร่กระจายทางนวัตกรรมมาให้พอเข้าใจดังนี้ Invention นั้น คือการประดิษฐ์ อาจจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีความใหม่หรือไม่ใหม่ก็ได้ แต่ Innovation นั้น คำไทยเราเรียกกันว่า นวัตกรรม ซึ่งแปลว่า สิ่งประดิษฐ์ที่สามารถนำมาทำเป็นสินค้าหรือธุรกิจได้ (Commercial Product)ทฤษฎีการแพร่กระจายนวัตกรรม Diffusion of Innovations Theory (DOI) ของ Everett Roger
แนวความคิดทฤษฏีของ Roger ได้แบ่งกลุ่มคนในสังคมที่จะยอมรับการแพร่กระจายทางเทคโนโลยีไว้ดังนี้
++++Consumer++++++%++++++Behavior+++++++++++++Characteristics++++
Innovators 2.5% ต้องเป็นคนแรก ผู้ที่ชอบเสี่ยง เป็นนักประดิษฐ์หรือมีความรอบรู้เทคโนโลยี
Early adopters 13.5% ชอบลองของใหม่ ชอบเป็นผู้นำ ได้รับความนิยมทางสังคม มีการศึกษา ชอบความใหม่
Early majority 34% อยากมีบ้าง เป็นคนรอบคอบ ชอบแบบสบายๆ ไมเป็นทางการ
Late majority 34% จำเป็นต้องมี เป็นคนช่างสงสัย หัวโบราณ ฐานะไม่ดี
Laggards 16% มีก็ดีเหมือนกัน รับฟังข้อมูลจากคนรอบข้าง เช่น เพื่อน หรือญาติ และกลัวการเป็นหนี้
กระบวนการ Social Adoption นั้น การยอมรับสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี จะต้องอาศัยช่องทาง (Channels) ในการสื่อสารของบุคคลกลุ่มต่างๆ ในสังคม เพื่อสื่อสารจากกลุ่มหนึ่งไปสู่อีกกลุ่มหนึ่ง เมื่อ Innovators หรือผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยีหรือนักประดิษฐ์หรือผู้สร้างกระบวนการสังคม เกิดการยอมรับนวัตกรรมใดแล้ว จะเกิดกระบวนการสื่อสารให้บุคคลกลุ่มถัดมาได้รับรู้ข้อมูลและการยอมรับ กลุ่มต่อมาคือกลุ่ม Early Adopters เป็นกลุ่มผู้ที่ชอบลองอะไรใหม่ๆ มีความรู้สูง ค่อนข้างมีฐานะและสนใจข่าวสารใหม่อยู่เสมอ การยอมรับเรื่องราวเกี่ยวกับเทคโนโลยีของกลุ่มนี้ถือว่ามีความสำคัญมากที่สุด เพราะถือเป็นกลุ่มชั้นผู้นำในการยอมรับของสังคม ไม่ว่าเทคโนโลยีหรือการยอมรับองค์กรใดที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีคนกลุ่มนี้จะเป็นผู้ชี้ว่า “มีอยู่หรือดับไป” ด้วยการตอบคำถามจนสิ้นสงสัยก็จะข้ามพ้นหุบเหวแห่งการยอมรับ (The Chasm) และคนกลุ่มอื่นที่เหลือในสังคมจะเกิดการยอมรับเอง
ถัดมาเป็นกลุ่ม Early Majority เป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สุดอีกกลุ่มหนึ่งในสังคม (กลุ่มนี้เป็นกลุ่มสำคัญที่ต้องการใช้เทคโนโลยี เทคโนโลยีส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อคนกลุ่มนี้: ผู้เขียน) กลุ่มนี้จะตัดสินใจได้ต้องคิดหลายรอบและคำนึงถึงประโยชน์ที่ได้รับ การตัดสินใจเลือกนวัตกรรมหรือการยอมรับเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีของกลุ่มนี้มักดูจากการตัดสินใจของสองกลุ่มแรกก่อนและให้น้ำหนักไปที่การยอมรับของกลุ่มที่สองLate majority เป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สุดอีกกลุ่มหนึ่งในสังคม อาจจะเป็นชนชั้นแรงงานที่ไม่รู้กระบวนการหาความรู้ในการเลือกยอมรับเทคโนโลยี โดยคุณลักษณะจะเป็นคนช่างสงสัย, หัวโบราณ, ฐานะไม่ดี การยอมรับของคนกลุ่มนี้จะดูจากการยอมรับของกลุ่ม Early Majority และการจะมีใช้เทคโนโลยีของคนกลุ่มนี้ต้องมีความจำเป็นจริงๆ
Laggards เป็นกลุ่มคนหลังสุดในสังคมที่จะยอมรับเทคโนโลยี โดยวิธีการยอมรับจะฟังข้อมูลจากคนรอบข้าง เช่น เพื่อน หรือญาติ และกลัวการเป็นหนี้ แต่การมีใช้เทคโนโลยีจะไม่ถึงกับมีความจำเป็นเพียงแต่เห็นประโยชน์ว่ามีก็ดีเหมือนกัน เป็นลักษณะการคล้อยตามผู้อื่นมากกว่า แบบจำลองการแพร่กระจายที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ แบบจำลองของ Roger (1995) ดังรูปที่ 1 ซึ่งเขานิยามไว้ว่าคือ กระบวนการซึ่งนวัตกรรมถูกสื่อสารผ่านช่องทางต่างๆ ของระบบสังคม โดยใช้เวลาในการเข้าสู่สมาชิกในสังคม ทั้งสี่ส่วนประกอบหลักในสังคมนั่น คือ นวัตกรรม ช่องทางในการสื่อสาร เวลา และ ระบบสังคม
- Critical mass จำนวนผู้ที่ยอมรับเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมน้อยที่สุด ที่ยังคงมีการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างนวัตกรรมและผู้ยอมรับนวัตกรรมเทคโนโลยีนั้น ซึ่งอัตราการยอมรับนั้นเพียงพอจะทำให้มันยังคงมีเทคโนโลยีนั้นอยู่ได้ด้วยตัวมันเองต่อไปได้ เช่น การมีใช้ เพจเจอร์ ในปัจจุบัน สินค้าหรือบริการนั้นจะกลายเป็นตลาดบริการขนาดเล็กเฉพาะกลุ่ม (Niche Service)
- ความดึงดูดใจของนวัตกรรม (Attractiveness of Innovation) Arthur (1988) ได้นิยาม ความดึงดูดใจของนวัตกรรม (Attractiveness of Innovation) ไว้ว่า คือ ผลตอบรับนวัตกรรมที่เพิ่มขึ้น (Increasing Returns of Innovation) ถ้าระดับ ความดึงดูดใจมีสูง นวัตกรรมนั้นจะถูกชักนำให้เกิดการยอมรับมากขึ้น ซึ่ง Arthur เชื่อว่าความดึงดูดใจของนวัตกรรมสัมพันธ์กับปัจจัยห้าประการดังนี้
Learning by Using (Rosenburg, 1982) การยอมรับเทคโนโลยีของคนจำนวนมากจะขึ้นอยู่กับการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีนั้นและเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีนั้นด้วยตนเอง (ความดึงดูดใจอาจจะอยู่ที่ความง่ายในการใช้งานนวัตกรรมนั้น: ผู้เขียน) ซึ่งการเรียนรู้การใช้งานนวัตกรรมของคนในสังคมจะเป็นผลให้เทคโนโลยีนั้นมีการพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง
Network Externalities (Katz and Shapiro, 1985) คำนี้เราจะเห็นบางท่านใช้ความหมายผิด เห็นคำว่า Network เลยนึกว่าเป็นโครงข่ายโทรคมนาคม แต่มันไม่ใช่ครับ เป็นเครือข่ายของผู้ใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมในสังคม เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมนั้นจะต้องรักษาฝีเท้า (Keep pace) ในการเพิ่มจำนวนผู้ยอมรับเทคโนโลยี ให้มีเครือข่ายผู้ใช้มากขึ้นเรื่อย อาทิเช่น การยอมรับเทคโนโลยีวิดีโอเทป VHS ซึ่งถูกนำมาผลิตใหม่ต่อสู้กับ เทคโนโลยี Betamax ซึ่งมีผู้ใช้อยู่แล้วจำนวนมาก การเพิ่มขึ้นของผู้ยอมรับนั้นอยู่ที่การเกิดประโยชน์ต่อผู้ยอมรับซึ่ง VHS นี้สามารถใช้งานร่วมกับเทคโนโลยีอื่นได้ทั้ง การบันทึกวิดีโอเทป และการเล่นเทปคาสเส็ต เป็นต้น หรือจะเห็นได้ชัดเจนอีกอันคือการยอมรับ กล้องดิจิตอลกับกล้องฟิล์ม กล้องฟิล์มมีผู้ใช้อยู่แล้วจำนวนมาก แต่กล้องดิจิตอลมีการรักษาฝีเท้าในการเพิ่มผู้ยอมรับเทคโนโลยีมากขึ้นๆ จนในที่สุดเกิดการยอมรับนวัตกรรมเทคโนโลยีนี้ในปัจจุบัน อันเนื่องมาจากนวัตกรรมนี้มีความดึงดูดใจสูง
Scale Economies in Production หรือเราได้ยินบ่อยๆว่า Economy of Scale คำนี้ก็มีให้เห็นคนใช้ความหมายกันผิดบ่อยๆ ความหมายที่แท้จริงกล่าวให้เข้าใจง่ายคือ “นวัตกรรม ที่ผลิตมากๆ จะทำให้ต้นทุนต่ำลง” (ผู้เขียน) เมื่อเทคโนโลยีถูกรวมเข้าเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น เราสั่งขึ้นโมลด์พลาสติค 10,000 บาท หากเราผลิตสินค้า l0 ชิ้นนั่นหมายถึง เรามีภาระต้นทุนจากโมลด์นี้ ชิ้นละ 1,000 บาท แต่หากเราผลิตจำนวนมากๆ เช่น ผลิต 10,000 ชิ้น ต้นทุนต่อชิ้นจะเหลือเพียง 1 บาทเท่านั้น นี่คือ Economy of Scale จะเห็นได้ว่าการเข้าไปเป็นผู้ผลิตเทคโนโลโนยีของไทยเรานั้นคงยาก เมื่อประเทศอื่นๆ ต้นทุนแรกเริ่มเค้าคงหมดไปแล้วอันเนื่องมาจาก Economy of Scale เราเข้าไปแข่งสินค้าที่มีอยู่แล้วคงมีแต่ล่มจม ดังนั้นต้องหาสนามต่อสู้ใหม่ Economy of Scale จะทำให้การแพร่กระจายทางเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นไปด้วย
Increasing Information Returns เมื่อเทคโนโลยีได้ถูกแพร่กระจายไปอย่างกว้างขวางแล้ว ประโยชน์ที่เกิดจากการได้รับรู้และเข้าใจนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่นั้น อาจทำให้ผู้ยอมรับเทคโนโลยีพบกับความเสี่ยงและเห็นประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีเดิมดีกว่า เช่น เทคโนโลยี ยูนิกส์ (UNIX) ครั้งแรกถูกกล่าวถึงว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า ไมโครซอฟท์ วินโดวส์ แต่ท้ายที่สุดแล้วประโยชน์ที่ได้จากการรับรู้และการแพร่กระจายทางเทคโนโลยีกลับทำให้ผู้รับเทคโนโลยีใหม่รู้สึกว่า วินโดวส์ ง่ายในการใช้งานมากกว่า
Technological Interrelations เทคโนโลยีอาจถูกแพร่กระจายไปกับการเป็นเทคโนโลยีย่อยหรือส่วนหนึ่งของสินค้าทางด้านสาธารณูปโภค (Infrastructures) หรืออุปกรณ์ที่ช่วยสนับสนุนให้ผู้ใช้งานมีส่วนในการแพร่กระจายทางเทคโนโลยีรวดเร็ว อาทิเช่น เทคโนโลยีการผลิตน้ำมัน ได้ถูกแพร่กระจายออกไปก็เกิดมีอุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมันขึ้น เกิดปั๊มน้ำมันขึ้นและส่วนต่างๆ ของรถยนต์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้น้ำมันก็ทำให้เทคโนโลยีแพร่กระจายอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้นตามมา ปัจจัยต่างๆ มากมายนั้นจะเป็นแรงดึงดูดให้จำนวนคนยอมรับนวัตกรรมนั้นๆ มากขึ้นและเป็น Network Externalities โดยตรง
เมื่อเราเข้าใจกระบวนการเกิดการยอมรับนวัตกรรมในสังคมแล้ว ทำให้เราสามารถคาดการณ์การทำธุรกิจและคาดการณ์การทำแผนการตลาดเจาะกลุ่มเป้าหมายได้ถูกต้องมากขึ้น เพื่อวางแผนดำเนินการสร้างการยอมรับสินค้าและนวัตกรรมเราได้ในอนาคต
คำสั่งลัด Windows แค่ Run ก็ทำงานได้ดั่งใจ
การใช้คำสั่งที่เป็นข้อความ(Command-line) ในการสั่งงานวินโดวส์นั้น สามารถทำได้โดยเรียกหน้าต่าง Run ขึ้นมาก่อน โดยคลิกไปที่ปุ่ม Start แล้วเลือกเมนู Run…
Add Hardware Wizard > hdwwiz.cpl
Add/Remove Programs > appwiz.cpl
Administrative Tools > control admintools
Automatic Updates > wuaucpl.cpl
Bluetooth Transfer Wizard > fsquirt
Calculator > calc
Certificate Manager > certmgr.msc
Character Map > charmap
Check Disk Utility > chkdsk
Clipboard Viewer > clipbrd
Command Prompt > cmd
Component Services > dcomcnfg
Computer Management > compmgmt.msc
Date and Time Properties > timedate.cpl
DDE Shares > ddeshare
Device Manager > devmgmt.msc
Direct X Control Panel (If Installed)* > directx.cpl
Direct X Troubleshooter > dxdiag
Disk Cleanup Utility > cleanmgr
Disk Defragment > dfrg.msc
Disk Management > diskmgmt.msc
Disk Partition Manager > diskpart
Display Properties > control desktop
Display Properties > desk.cpl
Display Properties (w/Appearance Tab Preselected) > control color
Dr. Watson System Troubleshooting Utility > drwtsn32
Driver Verifier Utility > verifier
Event Viewer > eventvwr.msc
File Signature Verification Tool > sigverif
Findfast > findfast.cpl
Folders Properties > control folders
Fonts > control fonts
Fonts Folder > fonts
Free Cell Card Game > freecell
Game Controllers > joy.cpl
Group Policy Editor (XP Prof) > gpedit.msc
Hearts Card Game > mshearts
Iexpress Wizard > iexpress
Indexing Service > ciadv.msc
Internet Properties > inetcpl.cpl
IP Configuration (Display Connection Configuration) > ipconfig /all
IP Configuration (Display DNS Cache Contents) > ipconfig /displaydns
IP Configuration (Delete DNS Cache Contents) > ipconfig /flushdns
IP Configuration (Release All Connections) > ipconfig /release
IP Configuration (Renew All Connections) > ipconfig /renew
IP Configuration (Refreshes DHCP & Re-Registers DNS) > ipconfig /registerdns
IP Configuration (Display DHCP Class ID) > ipconfig /showclassid
IP Configuration (Modifies DHCP Class ID) > ipconfig /setclassid
Java Control Panel (If Installed) > jpicpl32.cpl
Java Control Panel (If Installed) > javaws
Keyboard Properties > control keyboard
Local Security Settings > secpol.msc
Local Users and Groups > lusrmgr.msc
Logs You Out Of Windows > logoff
Microsoft Chat > winchat
Minesweeper Game > winmine
Mouse Properties > control mouse
Mouse Properties > main.cpl
Network Connections > control netconnections
Network Connections > ncpa.cpl
Network Setup Wizard > netsetup.cpl
Notepad > notepad
Nview Desktop Manager (If Installed) > nvtuicpl.cpl
Object Packager > packager
ODBC Data Source Administrator > odbccp32.cpl
On Screen Keyboard > osk
Opens AC3 Filter (If Installed) > ac3filter.cpl
Password Properties > password.cpl
Performance Monitor > perfmon.msc
Performance Monitor > perfmon
Phone and Modem Options > telephon.cpl
Power Configuration > powercfg.cpl
Printers and Faxes > control printers
Printers Folder > printers
Private Character Editor > eudcedit
Quicktime (If Installed) > QuickTime.cpl
Regional Settings > intl.cpl
Registry Editor > regedit
Registry Editor > regedit32
Remote Desktop > mstsc
Removable Storage > ntmsmgr.msc
Removable Storage Operator Requests > ntmsoprq.msc
Resultant Set of Policy (XP Prof) > rsop.msc
Scanners and Cameras > sticpl.cpl
Scheduled Tasks > control schedtasks
Security Center > wscui.cpl
Services > services.msc
Shared Folders > fsmgmt.msc
Shuts Down Windows > shutdown
Sounds and Audio > mmsys.cpl
Spider Solitare Card Game > spider
SQL Client Configuration > cliconfg
System Configuration Editor > sysedit
System Configuration Utility > msconfig
System File Checker Utility (Scan Immediately) > sfc /scannow
System File Checker Utility (Scan Once At Next Boot) > sfc /scanonce
System File Checker Utility (Scan On Every Boot) > sfc /scanboot
System File Checker Utility (Return to Default Setting) > sfc /revert
System File Checker Utility (Purge File Cache) > sfc /purgecache
System File Checker Utility (Set Cache Size to size x) > sfc /cachesize=x
System Properties > sysdm.cpl
Task Manager > taskmgr
Telnet Client > telnet
User Account Management > nusrmgr.cpl
Utility Manager > utilman
Windows Firewall > firewall.cpl
Windows Magnifier > magnify
Windows Management Infrastructure > wmimgmt.msc
Windows System Security Tool > syskey
Windows Update Launches > wupdmgr
Windows XP Tour Wizard > tourstart
Wordpad > write
Add Hardware Wizard > hdwwiz.cpl
Add/Remove Programs > appwiz.cpl
Administrative Tools > control admintools
Automatic Updates > wuaucpl.cpl
Bluetooth Transfer Wizard > fsquirt
Calculator > calc
Certificate Manager > certmgr.msc
Character Map > charmap
Check Disk Utility > chkdsk
Clipboard Viewer > clipbrd
Command Prompt > cmd
Component Services > dcomcnfg
Computer Management > compmgmt.msc
Date and Time Properties > timedate.cpl
DDE Shares > ddeshare
Device Manager > devmgmt.msc
Direct X Control Panel (If Installed)* > directx.cpl
Direct X Troubleshooter > dxdiag
Disk Cleanup Utility > cleanmgr
Disk Defragment > dfrg.msc
Disk Management > diskmgmt.msc
Disk Partition Manager > diskpart
Display Properties > control desktop
Display Properties > desk.cpl
Display Properties (w/Appearance Tab Preselected) > control color
Dr. Watson System Troubleshooting Utility > drwtsn32
Driver Verifier Utility > verifier
Event Viewer > eventvwr.msc
File Signature Verification Tool > sigverif
Findfast > findfast.cpl
Folders Properties > control folders
Fonts > control fonts
Fonts Folder > fonts
Free Cell Card Game > freecell
Game Controllers > joy.cpl
Group Policy Editor (XP Prof) > gpedit.msc
Hearts Card Game > mshearts
Iexpress Wizard > iexpress
Indexing Service > ciadv.msc
Internet Properties > inetcpl.cpl
IP Configuration (Display Connection Configuration) > ipconfig /all
IP Configuration (Display DNS Cache Contents) > ipconfig /displaydns
IP Configuration (Delete DNS Cache Contents) > ipconfig /flushdns
IP Configuration (Release All Connections) > ipconfig /release
IP Configuration (Renew All Connections) > ipconfig /renew
IP Configuration (Refreshes DHCP & Re-Registers DNS) > ipconfig /registerdns
IP Configuration (Display DHCP Class ID) > ipconfig /showclassid
IP Configuration (Modifies DHCP Class ID) > ipconfig /setclassid
Java Control Panel (If Installed) > jpicpl32.cpl
Java Control Panel (If Installed) > javaws
Keyboard Properties > control keyboard
Local Security Settings > secpol.msc
Local Users and Groups > lusrmgr.msc
Logs You Out Of Windows > logoff
Microsoft Chat > winchat
Minesweeper Game > winmine
Mouse Properties > control mouse
Mouse Properties > main.cpl
Network Connections > control netconnections
Network Connections > ncpa.cpl
Network Setup Wizard > netsetup.cpl
Notepad > notepad
Nview Desktop Manager (If Installed) > nvtuicpl.cpl
Object Packager > packager
ODBC Data Source Administrator > odbccp32.cpl
On Screen Keyboard > osk
Opens AC3 Filter (If Installed) > ac3filter.cpl
Password Properties > password.cpl
Performance Monitor > perfmon.msc
Performance Monitor > perfmon
Phone and Modem Options > telephon.cpl
Power Configuration > powercfg.cpl
Printers and Faxes > control printers
Printers Folder > printers
Private Character Editor > eudcedit
Quicktime (If Installed) > QuickTime.cpl
Regional Settings > intl.cpl
Registry Editor > regedit
Registry Editor > regedit32
Remote Desktop > mstsc
Removable Storage > ntmsmgr.msc
Removable Storage Operator Requests > ntmsoprq.msc
Resultant Set of Policy (XP Prof) > rsop.msc
Scanners and Cameras > sticpl.cpl
Scheduled Tasks > control schedtasks
Security Center > wscui.cpl
Services > services.msc
Shared Folders > fsmgmt.msc
Shuts Down Windows > shutdown
Sounds and Audio > mmsys.cpl
Spider Solitare Card Game > spider
SQL Client Configuration > cliconfg
System Configuration Editor > sysedit
System Configuration Utility > msconfig
System File Checker Utility (Scan Immediately) > sfc /scannow
System File Checker Utility (Scan Once At Next Boot) > sfc /scanonce
System File Checker Utility (Scan On Every Boot) > sfc /scanboot
System File Checker Utility (Return to Default Setting) > sfc /revert
System File Checker Utility (Purge File Cache) > sfc /purgecache
System File Checker Utility (Set Cache Size to size x) > sfc /cachesize=x
System Properties > sysdm.cpl
Task Manager > taskmgr
Telnet Client > telnet
User Account Management > nusrmgr.cpl
Utility Manager > utilman
Windows Firewall > firewall.cpl
Windows Magnifier > magnify
Windows Management Infrastructure > wmimgmt.msc
Windows System Security Tool > syskey
Windows Update Launches > wupdmgr
Windows XP Tour Wizard > tourstart
Wordpad > write
วันอังคาร, มิถุนายน 05, 2550
บรรยากาศออฟฟิศ Google
โลโก้กูเกิลด้านใน ติดกับลิฟท์





ใช่ segway หรือเปล่า?


ห้องของผู้บริหาร ทำไมมืดจัง
Eric Schmidt นั่นเอง
นี่ส่วนของ Larry page กับ Sergey Brin หรูกว่ากันเยอะเลย


Googleplex ล็อบบี้ไว้รับแขก
Googleplex ออฟฟิศใหม่ในลอนดอน ประเทศอังกฤษ

Big G กำลังโชว์ กูเกิลเอิร์ธอยู่ครับ

ด้านในอนุญาตให้นำเอาสัตว์เลี้ยงเข้ามาได้ แต่ต้องสะอาดนะครับ

ใน Partition ตกแต่งตัวการ์ตูนได้เต็มที่

คนนี้ใช้สองจอพร้อมกันเลย

มุมสนุก


อาหารสำเร็จรูปและขนมขบเคี้ยวแจกฟรี

ใช่ segway หรือเปล่า?

กระดานไวท์บอร์ด .. ดูเหมือนนี่คือแผนการที่มาของ google earth

ห้องประชุม

อันนี้น่าจะเป็นอีกเกม

อันนี้น่าจะเป็นอีกเกม

ขอโต๊ะนึงไว้ในออฟฟิศบ้างสิ

อาหาร ทั้งหมดฟรีครับ

ห้องของผู้บริหาร ทำไมมืดจัง

Eric Schmidt นั่นเอง

นี่ส่วนของ Larry page กับ Sergey Brin หรูกว่ากันเยอะเลย

เก้าอี้นวด




ดูของเล่นดิ เพียบครับ



นี่คงกำลังคิดโปรเจคใหม่อยู่




วันเสาร์, มิถุนายน 02, 2550
Phishing Scams เมื่อคุณกลายเป็นเหยื่อ!!!
ปลายปี 2549 ที่ผ่านมา ปัญหาด้านความปลอดภัยที่ชวนปวดหัวในต่างประเทศได้ลุกลามมาถึงเมืองไทยอย่างจริงจัง เมื่อมีธนาคารแห่งหนึ่งได้ออกประกาศแจ้งเตือนลูกค้าของธนาคารว่า กำลังมีเว็บไซต์ปลอมแปลงโดยใช้ชื่อเว็บไซต์ที่คล้ายกับชื่อของธนาคารแห่งนั้นแต่แตกต่างกันที่ตัวสะกดเพียงนิดเดียวทำให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อไม่ทันได้สังเกตุ โดยพวกมิจฉาชีพเหล่านี้จะส่งอีเมล์ไปหาลูกค้าของธนาคารเพื่อหลอกถามชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน วิธีการหลอกลวงลักษณะนี้ เรียกกันว่า ฟิชชิ่ง (Phishing) ออกเสียงเดียวกับคำว่า ตกปลา โดยมีผู้ใช้ออนไลน์เป็นเป้าหมาย และมักอาศัยอีเมล์เป็นเหยื่อล่อให้ติดเบ็ด ระวังไว้ซักนิดหากคุณได้รับอีเมล์ที่อ้างว่ามาจากสถาบันการเงินหรือเว็บไซต์ใดก็ตาม โดยมีข้อความประมาณว่า "ตอนนี้ข้อมูลส่วนตัวของคุณไม่ปลอดภัย", "บัญชีของท่านกำลังโดนถอนเงินอย่างผิดปกติ" หรือ "ธนาคารกำลังปรับปรุงระบบ ให้คุณช่วยเข้ามาอัพเดตข้อมูลให้หน่อย" .. เจออย่างนี้ ฟันธง!! โดนเหยื่อล่อเข้าแล้ว ถ้าเผลอไปคลิ้กลิงก์ที่แนบมาในอีเมล์ สิ่งที่คุณจะได้เห็นต่อไปก็คือ หน้าเว็บที่ดูคล้ายซะเหลือเกินกับที่ได้แอบอ้างมา สร้างหน้าเว็บพวกนี้ไม่ยาก บอกเลยว่าเด็กมัธยมก็ทำเองได้ ฉะนั้นอย่าให้สายตาของคุณถูกหลอกลวงด้วยภาพกราฟิกสวยๆ บนเว็บ แค่สังเกตซักนิดว่า บนแอดเดรสบาร์ (address bar) ของบราวเซอร์ เป็นชื่อเว็บที่ถูกต้อง เพราะพวกนี้มักอาศัยตัวสะกดที่ผิดเพี้ยนหรือไม่ก็เติมคำอะไรพิเศษต่อท้ายชื่อเว็บลงไป ทำให้คุณเข้าใจผิดได้ ถ้าหลงพลาดไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น? .. ก็เป็นไปได้ตั้งแต่เงินหายจากบัญชี ไปจนถึงการถูกแอบอ้างเอาข้อมูลส่วนตัวไปเปิดบัตรเครดิต บอกกันไว้นิดนึงว่า ในสหรัฐฯ นั้นมูลค่าความเสียหายต่อเหยื่อแต่ละรายสูงถึงสามหมื่นกว่าบาท ส่วนตัวเลขความเสียหายทั่วโลกในปี 2549 ที่ผ่านมา ก็ไม่มาก..แค่ 76,000 ล้านบาทเท่านั้น ที่สำคัญอัตราการเติบโตของปัญหา phishing นั้นเพิ่มสูงขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง
ถ้าไม่อยากตกเป็นเหยื่อ ..เราขอฝากเคล็ดลับไว้สองข้อ ข้อแรกคือ จำไว้ว่าไม่มีสถาบันการเงินไหนที่จะส่งอีเมล์มาขอให้คุณเข้าไปอัพเดตรหัสผ่านหรือข้อมูลส่วนตัวโดยเด็ดขาด ข้อสองคือ ถ้าจำเป็นจริงๆ อย่าคลิ้กลิงก์ .. ให้เปิดบราวเซอร์แล้วพิมพ์ที่อยู่ของเว็บด้วยมือตัวเอง รับรองว่าปลอดภัยแน่นอน
ถ้าไม่อยากตกเป็นเหยื่อ ..เราขอฝากเคล็ดลับไว้สองข้อ ข้อแรกคือ จำไว้ว่าไม่มีสถาบันการเงินไหนที่จะส่งอีเมล์มาขอให้คุณเข้าไปอัพเดตรหัสผ่านหรือข้อมูลส่วนตัวโดยเด็ดขาด ข้อสองคือ ถ้าจำเป็นจริงๆ อย่าคลิ้กลิงก์ .. ให้เปิดบราวเซอร์แล้วพิมพ์ที่อยู่ของเว็บด้วยมือตัวเอง รับรองว่าปลอดภัยแน่นอน
เคยงงกันไหมว่าสัญลักษณ์ +R หรือ –R บนแผ่น DVD หมายถึงอะไร??
เคยงงกันไหมว่าสัญลักษณ์ +R หรือ –R บนแผ่น DVD หมายถึงอะไร??
วันนี้เรามีวิธีเลือกซื้อแผ่นดีวีดีสำหรับใช้กับคอมพิวเตอร์มาฝากชาวมหานครแห่งความคิดของคนไอทีกัน เพราะเดี๋ยวนี้ราคาเครื่องบันทึกแผ่นดีวีดี หรือ DVD Writer ไม่ค่อยแพงแล้ว แถมราคาแผ่นยังอยู่ที่ประมาณแค่สิบกว่าถึงยี่สิบบาทเท่านั้น แต่ให้ความจุที่มากกว่าแผ่นซีดีทั่วไปถึงเกือบ 7 เท่า คืออย่างต่ำๆ ก็ประมาณ 4.7 กิกะไบต์นั่นละค่ะ เวลาบันทึกไฟล์วิดีโอก็ทำได้ในระดับที่ความละเอียดสูง ก็เลยมีคนนิยมใช้กันมากขึ้น
แต่ทุกๆคนทราบกันไหมว่าแผ่นดีวีดีที่วางขายอยู่ทั่วไปนั้น มีทั้งแบบบวก แบบลบ มีทั้งแบบ R และ RW เผลอๆ ไปเจอแบบ DL ด้วย ถ้าฟังแล้วงงล่ะก็ วันนี้เราจะมาเฉลยให้ทราบกัน
ที่มีแผ่นหลายชนิดก็ปัญหาเดียวกันกับ HD-DVD และ Blu-ray คือ มีหลายค่ายแข่งกันผลิตออกมา ทะเลาะกันมาหลายปีจนมาลงตัวเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ค่ายแรกก็คือ DVD Forum ที่พัฒนาแผ่น DVD-R และ DVD-RW ซึ่งแผ่นตระกูล -R นั้นเล่นได้ดีกับเครื่องเล่นดีวีดีตามบ้านเราทั่วไปแต่เขียนได้ครั้งเดียวและบันทึกซ้ำบนพื้นที่เดิมไม่ได้ ส่วนแบบ -RW นั้น เราสามารถสั่งล้างแผ่นแล้วเขียนข้อมูลลงไปซ้ำได้กว่า 1,000 ครั้งเลยล่ะ
อีกมาตรฐานหนึ่งที่ใกล้เคียงกันก็คือ DVD+R และ DVD+RW จากทางกลุ่ม DVD+RW Alliance ฝั่งนี้ก็ให้ความจุมาตรฐานที่ 4.7 กิกะไบต์เท่ากับ -R หรือ -RW แต่ใช้เทคโนโลยีในการบันทึกข้อมูลลงแผ่นที่ต่างออกไป ว่ากันว่ามีสามารถบันทึกข้อมูลได้แม่นยำกว่าในระดับความเร็วสูงๆ และมีระบบตรวจจับความผิดพลาดที่ดีกว่า แต่ถ้าเทียบอายุแล้วถือว่าอ่อนกว่าแผ่นดีวีดีตระกูลลบ
นั่นก็เลยทำให้เครื่องเล่นดีวีดีตามบ้านเรารุ่นเก่าๆส่วนใหญ่จะเล่นได้เฉพาะแผ่นที่เป็น -R เท่านั้น แต่สำหรับคนที่ใช้พีซีนั้นเดี๋ยวนี้ไดรฟ์ดีวีดีมักจะเป็นแบบ Super Multi ที่ทั้งเขียนและอ่านได้ทั้งแผ่น DVD-R/-RW และ DVD+R/+RW ทำให้ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการเลือกแผ่น
นอกจากนี้ยังมีแผ่นอีกแบบนึงที่เรียกว่า DL หรือ Dual Layer ซึ่งก็ให้ความจุเพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่าตัว เป็น 8.5 กิกะไบต์ โดยอาศัยการสร้างชั้นสำหรับบันทึกข้อมูลเพิ่มขึ้นมาซ้อนกันอีกหนึ่งชั้น และยังมีแผ่นประเภท Double Side หรือแผ่นแบบกลับใช้ได้ทั้ง 2 หน้าด้วย แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมซักเท่าไหร่
ส่วนเวลาเลือกซื้อนั้น เดี๋ยวนี้จะใช้แผ่น - หรือ + ก็คงไม่ค่อยมีปัญหาถ้าเครื่องเล่นดีวีดีของคุณไม่ใช่รุ่นเก่ามาก แต่สังเกตกันไว้ซักนิดก็คงไม่เสียหาย อีกเรื่องนึงก็คือ ความเร็ว แผ่นพวกนี้จะมีความเร็วสูงสุดในการเขียนแผ่นติดมาให้ด้วย เช่น 4X, 8X, 12X เป็นต้น ยิ่งแผ่นที่เขียนได้เร็ว ก็ยิ่งมีราคาสูง และก็แน่นอนว่า มีโอกาสเกิดความผิดพลาดของข้อมูลได้ง่ายขึ้นด้วย
ฉะนั้นขอแนะนำว่าถ้าจะบันทึกอะไรสำคัญๆ ก็เขียนที่ความเร็วต่ำๆ ตั้งแต่ 4-8 เท่า ก็พอ ส่วนราคาของแผ่นดีวีดีที่บางทีราคาแตกต่างกันค่อนข้างเยอะ ทั้งๆ ที่เป็นแผ่นประเภทเดียวกันนั้น อันนี้ก็อยู่ที่กระบวนการผลิตและเกรดของแผ่น ซึ่งก็ส่งผลต่อความทนทานของแผ่นด้วย แต่ก็ไม่ใช่ว่าแผ่นเกรด B ราคาแผ่นละสิบบาทจะใช้ไม่ได้นะพอไหวเหมือนกัน .............
วันนี้เรามีวิธีเลือกซื้อแผ่นดีวีดีสำหรับใช้กับคอมพิวเตอร์มาฝากชาวมหานครแห่งความคิดของคนไอทีกัน เพราะเดี๋ยวนี้ราคาเครื่องบันทึกแผ่นดีวีดี หรือ DVD Writer ไม่ค่อยแพงแล้ว แถมราคาแผ่นยังอยู่ที่ประมาณแค่สิบกว่าถึงยี่สิบบาทเท่านั้น แต่ให้ความจุที่มากกว่าแผ่นซีดีทั่วไปถึงเกือบ 7 เท่า คืออย่างต่ำๆ ก็ประมาณ 4.7 กิกะไบต์นั่นละค่ะ เวลาบันทึกไฟล์วิดีโอก็ทำได้ในระดับที่ความละเอียดสูง ก็เลยมีคนนิยมใช้กันมากขึ้น
แต่ทุกๆคนทราบกันไหมว่าแผ่นดีวีดีที่วางขายอยู่ทั่วไปนั้น มีทั้งแบบบวก แบบลบ มีทั้งแบบ R และ RW เผลอๆ ไปเจอแบบ DL ด้วย ถ้าฟังแล้วงงล่ะก็ วันนี้เราจะมาเฉลยให้ทราบกัน
ที่มีแผ่นหลายชนิดก็ปัญหาเดียวกันกับ HD-DVD และ Blu-ray คือ มีหลายค่ายแข่งกันผลิตออกมา ทะเลาะกันมาหลายปีจนมาลงตัวเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ค่ายแรกก็คือ DVD Forum ที่พัฒนาแผ่น DVD-R และ DVD-RW ซึ่งแผ่นตระกูล -R นั้นเล่นได้ดีกับเครื่องเล่นดีวีดีตามบ้านเราทั่วไปแต่เขียนได้ครั้งเดียวและบันทึกซ้ำบนพื้นที่เดิมไม่ได้ ส่วนแบบ -RW นั้น เราสามารถสั่งล้างแผ่นแล้วเขียนข้อมูลลงไปซ้ำได้กว่า 1,000 ครั้งเลยล่ะ
อีกมาตรฐานหนึ่งที่ใกล้เคียงกันก็คือ DVD+R และ DVD+RW จากทางกลุ่ม DVD+RW Alliance ฝั่งนี้ก็ให้ความจุมาตรฐานที่ 4.7 กิกะไบต์เท่ากับ -R หรือ -RW แต่ใช้เทคโนโลยีในการบันทึกข้อมูลลงแผ่นที่ต่างออกไป ว่ากันว่ามีสามารถบันทึกข้อมูลได้แม่นยำกว่าในระดับความเร็วสูงๆ และมีระบบตรวจจับความผิดพลาดที่ดีกว่า แต่ถ้าเทียบอายุแล้วถือว่าอ่อนกว่าแผ่นดีวีดีตระกูลลบ
นั่นก็เลยทำให้เครื่องเล่นดีวีดีตามบ้านเรารุ่นเก่าๆส่วนใหญ่จะเล่นได้เฉพาะแผ่นที่เป็น -R เท่านั้น แต่สำหรับคนที่ใช้พีซีนั้นเดี๋ยวนี้ไดรฟ์ดีวีดีมักจะเป็นแบบ Super Multi ที่ทั้งเขียนและอ่านได้ทั้งแผ่น DVD-R/-RW และ DVD+R/+RW ทำให้ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการเลือกแผ่น
นอกจากนี้ยังมีแผ่นอีกแบบนึงที่เรียกว่า DL หรือ Dual Layer ซึ่งก็ให้ความจุเพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่าตัว เป็น 8.5 กิกะไบต์ โดยอาศัยการสร้างชั้นสำหรับบันทึกข้อมูลเพิ่มขึ้นมาซ้อนกันอีกหนึ่งชั้น และยังมีแผ่นประเภท Double Side หรือแผ่นแบบกลับใช้ได้ทั้ง 2 หน้าด้วย แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมซักเท่าไหร่
ส่วนเวลาเลือกซื้อนั้น เดี๋ยวนี้จะใช้แผ่น - หรือ + ก็คงไม่ค่อยมีปัญหาถ้าเครื่องเล่นดีวีดีของคุณไม่ใช่รุ่นเก่ามาก แต่สังเกตกันไว้ซักนิดก็คงไม่เสียหาย อีกเรื่องนึงก็คือ ความเร็ว แผ่นพวกนี้จะมีความเร็วสูงสุดในการเขียนแผ่นติดมาให้ด้วย เช่น 4X, 8X, 12X เป็นต้น ยิ่งแผ่นที่เขียนได้เร็ว ก็ยิ่งมีราคาสูง และก็แน่นอนว่า มีโอกาสเกิดความผิดพลาดของข้อมูลได้ง่ายขึ้นด้วย
ฉะนั้นขอแนะนำว่าถ้าจะบันทึกอะไรสำคัญๆ ก็เขียนที่ความเร็วต่ำๆ ตั้งแต่ 4-8 เท่า ก็พอ ส่วนราคาของแผ่นดีวีดีที่บางทีราคาแตกต่างกันค่อนข้างเยอะ ทั้งๆ ที่เป็นแผ่นประเภทเดียวกันนั้น อันนี้ก็อยู่ที่กระบวนการผลิตและเกรดของแผ่น ซึ่งก็ส่งผลต่อความทนทานของแผ่นด้วย แต่ก็ไม่ใช่ว่าแผ่นเกรด B ราคาแผ่นละสิบบาทจะใช้ไม่ได้นะพอไหวเหมือนกัน .............
วันอาทิตย์, พฤษภาคม 06, 2550
How to work S-M-A-R-T
เคยลองสังเกตตัวเองบ้างหรือเปล่าว่า คุณมีสไตล์หรือรูปแบบการทำงานเป็นแบบไหน มาทำงานเช้ากลับบ้านดึก หรือต้องทำงานเสาร์-อาทิตย์อยู่เป็นประจำ ในขณะที่เพื่อนร่วมงานของคุณบางคนมาทำงานและกลับบ้านตรงเวลา วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ก็มีเวลาให้กับครอบครัวอย่างเพียงพอ คุณอาจจะเข้าใจว่าการทำงานหนัก หรือ Work Hard เป็นการทำงานที่น่ายกย่อง เพราะคุณได้อุทิศตนให้กับการทำงาน แต่ความเป็นจริงแล้ว การที่คุณต้องทำงานหนักอาจมีสาเหตุมาจากการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพของตัวคุณเอง ไม่ว่าจะเป็นการบริหารเวลาที่ไม่ถูกต้อง, การทำงานอย่างไม่มีสมาธิหรือแม้กระทั่งการไม่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงาน ในความเป็นจริงแล้ว การทำงานให้ดีมีประสิทธิภาพนั้น ไม่จำเป็นที่คุณจะต้อง Work Hard เสมอไป การทำงานอย่าง S-M-A-R-T เป็นวิธีการที่น่าจะให้ผลดีทั้งกับตัวคุณเองและองค์กรของคุณได้ดีกว่า แล้วการทำงานอย่าง S-M-A-R-T คืออะไร? อยากรู้... เรามีคำตอบ
S-Smaile
วิธีง่ายๆ ในการทำงานให้ดีคือการยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ ยิ้มรับกับปัญหาและพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ตีโพยตีพายจนขาดสติ ซึ่งจะส่งผลต่อไปยังสมาธิ รู้ว่าควรจะทำอะไรและไม่ควรทำอะไรในสถานการณ์ใด
M-Manage
คนที่ทำงานอย่างชาญฉลาด ต้องรู้จักการจัดการงานของตนเองรู้ว่า อะไรคืองานด่วนที่ต้องเร่งทำ รู้ว่า ควรจะใช้ทรัพยากรอย่างไรให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์มากที่สุด รู้จัก บริหารเวลาให้กับงาน ครอบครัว เพื่อนฝูง และตัวเอง
A-Analyze
การทำงานให้มีประสิทธิภาพ คุณจะต้องสามารถวิเคราะห์และแยกแยะผลที่จะเกิดขึ้นได้ รู้ว่าหากเลือกทำสิ่งนี้ จะได้ผลอย่างไร หรือถ้าไม่เลือกทำสิ่งนี้แล้วผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร เมื่อคุณสามารถวิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำ จะส่งผลให้งานที่ส่งมอบไม่ผิดพลาด ไม่ต้องเสียเวลาแก้ไขปรับปรุงงานซ้ำแล้วซ้ำเล่า
R-Recognize
รู้จักและยอมรับความสามารถหรือศักยภาพของตนเอง โดยรู้ว่าเรามีทักษะ และความสามารถอย่างไร ในการบริหารหรือจัดการงานชิ้นใดชิ้นหนึ่งที่ได้มอบหมาย รวมถึงรู้จักความสามารถของบุคคลอื่นที่คุณสามารถขอความช่วยเหลือหรือมอบหมายงานให้ดูแลรับผิดชอบแทนคุณได้
T-Train
หากคุณรู้ถึงข้อบกพร่องของตัวเองแล้วต้องการแก้ไขข้อบกพร่องนั้นๆ การฝึกฝนจะช่วยพัฒนาความสามารถของคุณให้เพิ่มขึ้นได้ ทั้งนี้รวมถึงสมาชิกในทีมหรือลูกน้องของคุณโดยการสอนงาน การให้คำปรึกษาในการทำงานเพื่อฝึกฝนทักษะให้สามารถรับผิดชอบงานบางอย่างที่คุณต้องการได้การทำงานให้ประสบผลสำเร็จมิใช่เพียงแค่ทำงานหนักกว่าคนอื่น หรือการนำเอางานกลับไปทำที่บ้านในวันหยุด แต่คนทำงานที่เก่งจริงนั้นจะต้องรู้จักบริหารตนเองให้ทำงานอย่างชาญฉลาด (SMART) หลักปฏิบัติง่าย ๆ เพียงแค่ 5 ข้อนี้ นอกจากจะช่วยให้คุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วยังช่วยให้คุณมีเวลาสำหรับตัวเองและครอบครัวมากขึ้น
S-Smaile
วิธีง่ายๆ ในการทำงานให้ดีคือการยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ ยิ้มรับกับปัญหาและพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ตีโพยตีพายจนขาดสติ ซึ่งจะส่งผลต่อไปยังสมาธิ รู้ว่าควรจะทำอะไรและไม่ควรทำอะไรในสถานการณ์ใด
M-Manage
คนที่ทำงานอย่างชาญฉลาด ต้องรู้จักการจัดการงานของตนเองรู้ว่า อะไรคืองานด่วนที่ต้องเร่งทำ รู้ว่า ควรจะใช้ทรัพยากรอย่างไรให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์มากที่สุด รู้จัก บริหารเวลาให้กับงาน ครอบครัว เพื่อนฝูง และตัวเอง
A-Analyze
การทำงานให้มีประสิทธิภาพ คุณจะต้องสามารถวิเคราะห์และแยกแยะผลที่จะเกิดขึ้นได้ รู้ว่าหากเลือกทำสิ่งนี้ จะได้ผลอย่างไร หรือถ้าไม่เลือกทำสิ่งนี้แล้วผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร เมื่อคุณสามารถวิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำ จะส่งผลให้งานที่ส่งมอบไม่ผิดพลาด ไม่ต้องเสียเวลาแก้ไขปรับปรุงงานซ้ำแล้วซ้ำเล่า
R-Recognize
รู้จักและยอมรับความสามารถหรือศักยภาพของตนเอง โดยรู้ว่าเรามีทักษะ และความสามารถอย่างไร ในการบริหารหรือจัดการงานชิ้นใดชิ้นหนึ่งที่ได้มอบหมาย รวมถึงรู้จักความสามารถของบุคคลอื่นที่คุณสามารถขอความช่วยเหลือหรือมอบหมายงานให้ดูแลรับผิดชอบแทนคุณได้
T-Train
หากคุณรู้ถึงข้อบกพร่องของตัวเองแล้วต้องการแก้ไขข้อบกพร่องนั้นๆ การฝึกฝนจะช่วยพัฒนาความสามารถของคุณให้เพิ่มขึ้นได้ ทั้งนี้รวมถึงสมาชิกในทีมหรือลูกน้องของคุณโดยการสอนงาน การให้คำปรึกษาในการทำงานเพื่อฝึกฝนทักษะให้สามารถรับผิดชอบงานบางอย่างที่คุณต้องการได้การทำงานให้ประสบผลสำเร็จมิใช่เพียงแค่ทำงานหนักกว่าคนอื่น หรือการนำเอางานกลับไปทำที่บ้านในวันหยุด แต่คนทำงานที่เก่งจริงนั้นจะต้องรู้จักบริหารตนเองให้ทำงานอย่างชาญฉลาด (SMART) หลักปฏิบัติง่าย ๆ เพียงแค่ 5 ข้อนี้ นอกจากจะช่วยให้คุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วยังช่วยให้คุณมีเวลาสำหรับตัวเองและครอบครัวมากขึ้น
วิธีการตั้งค่า FTP Server ใน Windows Server 2003
ติดตั้ง Internet Information Services และบริการ FTP
เนื่องจาก FTP ขึ้นกับ Microsoft Internet Information Services (IIS) โดยที่ต้องติดตั้ง IIS และบริการ FTP ไว้ในคอมพิวเตอร์เสียก่อน เมื่อต้องการติดตั้ง IIS และบริการ FTP ให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ หมายเหตุ: ใน Windows Server 2003 บริการ FTP ไม่ได้รับการติดตั้งโดยค่าเริ่มต้นเมื่อคุณติดตั้ง IIS หากคุณติดตั้ง IIS ไว้ในคอมพิวเตอร์แล้ว คุณต้องใช้เครื่องมือ Add or Remove Programs ใน Control Panel เพื่อติดตั้งบริการ FTP
1.คลิก Start เลือกที่ Control Panel และคลิก Add or Remove Programs
2.คลิก Add/Remove Windows Components
3.ในรายการ Components คลิก Application Serverคลิก Internet Information Services (IIS) (แต่ไม่ต้องเลือกหรือยกเลิกการเลือกช่องทำเครื่องหมาย) แล้วคลิก Details
4.คลิกเพื่อเลือกช่องทำเครื่องหมายต่อไปนี้ (หากยังไม่ได้เลือก):
Common FilesFile Transfer Protocol (FTP) ServiceInternet Information Services Manager
5.คลิกเพื่อเลือกช่องทำเครื่องหมายถัดจากบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวกับ IIS หรือคอมโพเนนต์ย่อยที่คุณต้องการติดตั้ง จากนั้นคลิก OK
6.คลิก Next
7.เมื่อได้รับการพรอมต์ ให้ใส่แผ่นซีดี Windows Server 2003 CD-ROM ลงในไดรฟ์ CD-ROM หรือ DVD-ROM หรือระบุพาธไปยังตำแหน่งของแฟ้ม แล้วคลิก OK
8.คลิก Finish
ติดตั้ง IIS และบริการ FTP เสร็จแล้ว คุณต้องกำหนดค่าบริการ FTP ก่อนที่จะใช้งาน
การกำหนดค่าบริการ FTP
เมื่อต้องการกำหนดค่าบริการ FTP ให้อนุญาตให้ใช้การเชื่อมต่อแบบไม่ระบุผู้ใช้ ให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้:
1.เปิด Internet Information Services Manager หรือเปิด IIS snap-in
2.ขยาย Server_nameโดยที่ Server_name คือชื่อของเซิร์ฟเวอร์
3.ขยาย FTP Sites
4.คลิกขวาที่ Default FTP Site แล้วคลิก Properties
5.คลิกแท็บSecurity Accounts
6.คลิกเพื่อเลือกช่องทำเครื่องหมาย Allow Anonymous Connections (หากยังไม่ได้เลือก) แล้วคลิกเพื่อเลือกช่องทำเครื่องหมาย Allow only anonymous connectionsเมื่อคุณคลิกเพื่อเลือกช่องทำเครื่องหมาย Allow only anonymous connections คุณกำหนดค่าบริการ FTP ให้อนุญาตให้ใช้การเชื่อมต่อแบบไม่ระบุผู้ใช้ได้ ผู้ใช้ไม่สามารถล็อกอินได้โดยใช้ชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน
7.คลิกแท็บHome Directory
8.คลิกเพื่อเลือกช่องทำเครื่องหมาย Read และ Log visits (หากยังไม่ได้เลือก) แล้วคลิกเพื่อยกเลิกช่องทำเครื่องหมาย Write (หากยังไม่ได้ยกเลิกการเลือก)
9.คลิก OK
10.ปิด Internet Information Services Manager หรือปิด IIS snap-in
เซิร์ฟเวอร์ FTP ได้รับการกำหนดค่าให้รับการร้องขอ FTP ขาเข้าได้แล้ว คัดลอกหรือย้ายแฟ้มต่างๆ ที่คุณต้องการให้ใช้งานได้ไปยังโฟลเดอร์ FTP publishing เพื่อให้เข้าถึงได้ โฟลเดอร์ที่เป็นค่าเริ่มต้นคือ drive:\Inetpub\Ftproot โดยที่ drive คือไดรฟ์ที่ติดตั้ง IIS ไว้
เนื่องจาก FTP ขึ้นกับ Microsoft Internet Information Services (IIS) โดยที่ต้องติดตั้ง IIS และบริการ FTP ไว้ในคอมพิวเตอร์เสียก่อน เมื่อต้องการติดตั้ง IIS และบริการ FTP ให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ หมายเหตุ: ใน Windows Server 2003 บริการ FTP ไม่ได้รับการติดตั้งโดยค่าเริ่มต้นเมื่อคุณติดตั้ง IIS หากคุณติดตั้ง IIS ไว้ในคอมพิวเตอร์แล้ว คุณต้องใช้เครื่องมือ Add or Remove Programs ใน Control Panel เพื่อติดตั้งบริการ FTP
1.คลิก Start เลือกที่ Control Panel และคลิก Add or Remove Programs
2.คลิก Add/Remove Windows Components
3.ในรายการ Components คลิก Application Serverคลิก Internet Information Services (IIS) (แต่ไม่ต้องเลือกหรือยกเลิกการเลือกช่องทำเครื่องหมาย) แล้วคลิก Details
4.คลิกเพื่อเลือกช่องทำเครื่องหมายต่อไปนี้ (หากยังไม่ได้เลือก):
Common FilesFile Transfer Protocol (FTP) ServiceInternet Information Services Manager
5.คลิกเพื่อเลือกช่องทำเครื่องหมายถัดจากบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวกับ IIS หรือคอมโพเนนต์ย่อยที่คุณต้องการติดตั้ง จากนั้นคลิก OK
6.คลิก Next
7.เมื่อได้รับการพรอมต์ ให้ใส่แผ่นซีดี Windows Server 2003 CD-ROM ลงในไดรฟ์ CD-ROM หรือ DVD-ROM หรือระบุพาธไปยังตำแหน่งของแฟ้ม แล้วคลิก OK
8.คลิก Finish
ติดตั้ง IIS และบริการ FTP เสร็จแล้ว คุณต้องกำหนดค่าบริการ FTP ก่อนที่จะใช้งาน
การกำหนดค่าบริการ FTP
เมื่อต้องการกำหนดค่าบริการ FTP ให้อนุญาตให้ใช้การเชื่อมต่อแบบไม่ระบุผู้ใช้ ให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้:
1.เปิด Internet Information Services Manager หรือเปิด IIS snap-in
2.ขยาย Server_nameโดยที่ Server_name คือชื่อของเซิร์ฟเวอร์
3.ขยาย FTP Sites
4.คลิกขวาที่ Default FTP Site แล้วคลิก Properties
5.คลิกแท็บSecurity Accounts
6.คลิกเพื่อเลือกช่องทำเครื่องหมาย Allow Anonymous Connections (หากยังไม่ได้เลือก) แล้วคลิกเพื่อเลือกช่องทำเครื่องหมาย Allow only anonymous connectionsเมื่อคุณคลิกเพื่อเลือกช่องทำเครื่องหมาย Allow only anonymous connections คุณกำหนดค่าบริการ FTP ให้อนุญาตให้ใช้การเชื่อมต่อแบบไม่ระบุผู้ใช้ได้ ผู้ใช้ไม่สามารถล็อกอินได้โดยใช้ชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน
7.คลิกแท็บHome Directory
8.คลิกเพื่อเลือกช่องทำเครื่องหมาย Read และ Log visits (หากยังไม่ได้เลือก) แล้วคลิกเพื่อยกเลิกช่องทำเครื่องหมาย Write (หากยังไม่ได้ยกเลิกการเลือก)
9.คลิก OK
10.ปิด Internet Information Services Manager หรือปิด IIS snap-in
เซิร์ฟเวอร์ FTP ได้รับการกำหนดค่าให้รับการร้องขอ FTP ขาเข้าได้แล้ว คัดลอกหรือย้ายแฟ้มต่างๆ ที่คุณต้องการให้ใช้งานได้ไปยังโฟลเดอร์ FTP publishing เพื่อให้เข้าถึงได้ โฟลเดอร์ที่เป็นค่าเริ่มต้นคือ drive:\Inetpub\Ftproot โดยที่ drive คือไดรฟ์ที่ติดตั้ง IIS ไว้
Determine PC Upgrade Readiness Using Windows Vista Hardware Assessment
Is your organization ready to migrate to Windows Vista?
With new features that make it easier for office and mobile workers to find and use information and work collaboratively, the Windows Vista™ operating system can give organizations a competitive advantage in the marketplace. While the benefits of Windows Vista are well understood, IT professionals are now asking the next set of questions:
• How many of my existing PCs are current ready for Windows Vista?
• How many more PCs can be upgraded to Windows Vista?
• What upgrades are required in terms of memory, hard disk and graphics cards?
• How much would it cost and how long would it take to upgrade these PCs?
To help IT professionals and consultants answer these questions, Microsoft has developed a networkwide assessment tool—Windows Vista Hardware Assessment. This tool helps organizations make informed decisions about desktop deployment and migration to Windows Vista. It makes it easier for IT professionals and consultants to quickly inventory PCs on a network and automatically generate detailed reports of their hardware and device driver compatibility, all without requiring the deployment of any software agents on the individual PCs. Windows Vista Hardware Assessment is part of a family of Solution Accelerators that are available for download at no cost.
Download this Tool Now: http://www.microsoft.com/technet/wvha
With new features that make it easier for office and mobile workers to find and use information and work collaboratively, the Windows Vista™ operating system can give organizations a competitive advantage in the marketplace. While the benefits of Windows Vista are well understood, IT professionals are now asking the next set of questions:
• How many of my existing PCs are current ready for Windows Vista?
• How many more PCs can be upgraded to Windows Vista?
• What upgrades are required in terms of memory, hard disk and graphics cards?
• How much would it cost and how long would it take to upgrade these PCs?
To help IT professionals and consultants answer these questions, Microsoft has developed a networkwide assessment tool—Windows Vista Hardware Assessment. This tool helps organizations make informed decisions about desktop deployment and migration to Windows Vista. It makes it easier for IT professionals and consultants to quickly inventory PCs on a network and automatically generate detailed reports of their hardware and device driver compatibility, all without requiring the deployment of any software agents on the individual PCs. Windows Vista Hardware Assessment is part of a family of Solution Accelerators that are available for download at no cost.
Download this Tool Now: http://www.microsoft.com/technet/wvha
วันเสาร์, พฤษภาคม 05, 2550
การกำหนดค่าสำหรับคอมพิวเตอร์แม่ข่าย
1.คลิกขวาที่ My Computer
2.คลิกคำสั่ง Properties
3.จะปรากฏหน้างต่างSystem Properties ขึ้นมาคลิกแท็บ Computer Name
4.ที่ช่องComputer description ให้กำหนดรายละเอียดของเครื่องซึ่งเราสามารถตั้งชื่ออะไรลงก็ได้แต่ควรให้สื่อความหมายบ้าง โดยในตัวอย่างนี้ตั้งชื่อเป็น Server เพื่อแสดงให้เห็นว่าเครื่องนี้เป็นเครื่องแม่ข่าย
5.จากนั้นคลิกที่ปุ่ม Change เพื่อกำหนดชื่อของเครื่องคอมพิวเตอรืและชื่อ Workgroup
6.จะปรากฏหน้างต่างComputer Name Changes ขึ้นมาที่ช่องComputer name ให้ตั้งชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ในที่นี้ตั้งเป็น Com1
7.ติ๊กที่ช่อง Workgroup แล้วตั้งชื่อ Workgroup ในตัวอย่างนี้ตั้งตามค่า Default ของ Windows xp คือ "MSHOME" (เราจะตั้งชื่ออะไรก็ได้แต่ทุกเครื่องที่อยู่บนเครือข่ายเดียวกันต้องมีชื่อ Workgroup เหมือนกัน)
8.จากนั้นคลิกปุ่ม ok แล้วจะให้ผลดังหน้าต่างถัดไป
9.เมื่อกำหนดชื่อของเครื่องคอมพิวเตอร์และชื่อ workgroup เสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้คลิกที่ปุ่ม Start
10.เลื่อนเมาส์ไปที่ Connect To
11.คลิกที่ Show all connections
12.จะปรากฏหน้าต่างNetwork Connections ขึ้นมาให้คลิกขวาที่ไอคอน Local Area Connection
13.คลิกคำสั่ง Properties
14.จะปรากฏหน้าต่างLocal Area Connections Properties ขึ้นมา ที่แท็บ General ในช่องThis connection uses the following items ให้เราตรวจสอบดูว่ามีส่วประกอบทั้ง 3 นี้หรือไม่ Client for Microsoft Networks,File and Printer Sharing for Microsoft Networks,InternetProtocal (TCP/IP) หากไม่มีให้คลิกปุ่ม Install เพื่อเพิ่มส่วนประกอบเหล่านี้เข้ามา จากนั้นติ๊กเครื่องหมายถูกทั้ง 3 หัวข้อนี้แล้วคลิกที่ Internet Protocol (TCP/IP)
15.จากนั้นคลิกปุ่ม Properties แล้วจะให้ผลในหน้าต่างถัดไป
16.จะปรากฏหน้างต่าง Internet Protocol (TCP/IP) Properties ขึ้นมาให้ติ๊กช่อง Use the following IP address
17.ที่ช่อง IP address ให้ใส่ตัวเลขนี้ลงไป (สำหรับเครื่องที่ 1 )192.168.0.1
18.ที่ช่อง Subnet mask ให้ใส่ตัวเลขนี้ลงไป 255.255.255.0
19.จากนั้นคลิกปุ่ม ok
จากนั้นให้เรารีสตาร์ทเครื่องก็เป็นอันเสร็จสิ้นการเซ็ตค่าเน็ตเวิร์กสำหรับเครื่องที่ 1 ซึ่งกำหนดให้เป็นเครื่องแม่ข่ายเรียบร้อยแล้ว
2.คลิกคำสั่ง Properties
3.จะปรากฏหน้างต่างSystem Properties ขึ้นมาคลิกแท็บ Computer Name
4.ที่ช่องComputer description ให้กำหนดรายละเอียดของเครื่องซึ่งเราสามารถตั้งชื่ออะไรลงก็ได้แต่ควรให้สื่อความหมายบ้าง โดยในตัวอย่างนี้ตั้งชื่อเป็น Server เพื่อแสดงให้เห็นว่าเครื่องนี้เป็นเครื่องแม่ข่าย
5.จากนั้นคลิกที่ปุ่ม Change เพื่อกำหนดชื่อของเครื่องคอมพิวเตอรืและชื่อ Workgroup
6.จะปรากฏหน้างต่างComputer Name Changes ขึ้นมาที่ช่องComputer name ให้ตั้งชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ในที่นี้ตั้งเป็น Com1
7.ติ๊กที่ช่อง Workgroup แล้วตั้งชื่อ Workgroup ในตัวอย่างนี้ตั้งตามค่า Default ของ Windows xp คือ "MSHOME" (เราจะตั้งชื่ออะไรก็ได้แต่ทุกเครื่องที่อยู่บนเครือข่ายเดียวกันต้องมีชื่อ Workgroup เหมือนกัน)
8.จากนั้นคลิกปุ่ม ok แล้วจะให้ผลดังหน้าต่างถัดไป
9.เมื่อกำหนดชื่อของเครื่องคอมพิวเตอร์และชื่อ workgroup เสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้คลิกที่ปุ่ม Start
10.เลื่อนเมาส์ไปที่ Connect To
11.คลิกที่ Show all connections
12.จะปรากฏหน้าต่างNetwork Connections ขึ้นมาให้คลิกขวาที่ไอคอน Local Area Connection
13.คลิกคำสั่ง Properties
14.จะปรากฏหน้าต่างLocal Area Connections Properties ขึ้นมา ที่แท็บ General ในช่องThis connection uses the following items ให้เราตรวจสอบดูว่ามีส่วประกอบทั้ง 3 นี้หรือไม่ Client for Microsoft Networks,File and Printer Sharing for Microsoft Networks,InternetProtocal (TCP/IP) หากไม่มีให้คลิกปุ่ม Install เพื่อเพิ่มส่วนประกอบเหล่านี้เข้ามา จากนั้นติ๊กเครื่องหมายถูกทั้ง 3 หัวข้อนี้แล้วคลิกที่ Internet Protocol (TCP/IP)
15.จากนั้นคลิกปุ่ม Properties แล้วจะให้ผลในหน้าต่างถัดไป
16.จะปรากฏหน้างต่าง Internet Protocol (TCP/IP) Properties ขึ้นมาให้ติ๊กช่อง Use the following IP address
17.ที่ช่อง IP address ให้ใส่ตัวเลขนี้ลงไป (สำหรับเครื่องที่ 1 )192.168.0.1
18.ที่ช่อง Subnet mask ให้ใส่ตัวเลขนี้ลงไป 255.255.255.0
19.จากนั้นคลิกปุ่ม ok
จากนั้นให้เรารีสตาร์ทเครื่องก็เป็นอันเสร็จสิ้นการเซ็ตค่าเน็ตเวิร์กสำหรับเครื่องที่ 1 ซึ่งกำหนดให้เป็นเครื่องแม่ข่ายเรียบร้อยแล้ว
กองทัพซอปปี้พีชีเตรียมจู่โจม
BOTNETS เป็นวิธีการที่ผู้เชี่ยวชาญใช้เพื่อควบคุมเครื่องพีชีได้จากระยะไกลโดยจะใช้เครื่องที่ถูกควบคุมนี้ส่งสแปมเมล์ กระจายสปายแวร์ต่างๆ และโจมตีเป้าหมายในอินเตอร์เน็ต เป็นต้น
ในปัจจุบันนี้โปรแกรมเล็กๆ ที่ดูไม่น่าจะมีพิษสงอะไรก็สามารถสร้าง Botnet ออกมาเพื่อกระจายตัวเองเข้าไปควบคุมพีชีที่กำลังทำงานอยู่ได้
มีบุคคลบางกลุ่มที่ขายเครื่องมือเพียงเพื่อสร้างBotnet โดยเฉพาะ (botnet development kit) ด้วยเครื่องมือนี้ผู้ที่ใช้มันสร้าง botnet สามารถออกแบบคุณสมบัติที่จะอันตรายต่างๆ ของbotnet ได้อย่างเต็มทีด้วยราคาเพียง 880 บาท จนถึง 129000 บาท โปรแกรมนี้สามารถสร้างได้ทุกอย่างไม่เพียงแต่ botnet ไม่ว่าจะเป็นเวิร์มตัวเล็กๆ จนกระทั่งโปรแกรม keylogger เลยทีเดียวโดยที่ไม่จำเป็นต้องรู้ถึงเทคนิคในการพัฒนาระดับสูงเลยซึ่งในปัจจุบันนี้เครื่องมือเหล่านี้มีอยู่มากมาย ต่างกันเป็นร้อยๆ แบบเลยทีเดียว
การควบคุมผ่านเว็บที่แสนฉลาด
ทุกอย่างดูแน่ลงเรื่อยๆ เมื่อมีผู้ที่ต้องการเป็นนักเจาะระบบ ได้พยายมสร้าง bot แล้วส่งมันออกไปหาผู้ใช้คนอื่นหลายๆ คนแบบไม่สนใจว่าใครจะได้รับ หลังจากนั้นก้จะสามารถสั่งและควบคุมเครื่องเป้าหมายที่โดน bot นี้ครอบงำได้โดยตรงผ่านทางระบบเครือข่าย
จากการวิจัยของ Sunbelt ด้วยทีมงาน Repid Response Team ที่ iDefense Labs ได้มีการค้นพบว่าได้มี botnet ชนิดใหม่ที่สามารถทำงานผ่านเว็บได้ โดยผู้พัฒนาตั้งสมญานามให้มันว่า Metaphisher ซึ่งแทนที่จะเป็นการสั่งงานด้วยข้อความผ่านคอมมานไลน์ทีละบรรทัดเหมือนสมัยก่อนคราวนี้ผู้บุกรุกสามารถควบคุมเครื่องผู้ใช้ได้ในรูปแบบกราฟฟิกสวยงาม เพียบพร้อมไปด้วยไอคอนที่ถูกแบบมาอย่างดีใช้งานง่ายเหมือนกำลังใช้เครื่องตัวเองอยู่ และแน่นอนแค่ชี้เมาส์แล้วคลิ๊กคุณก็เจาะระบบได้แล้ว
ทาง iDefense Lab ได้ประกาศออกมาว่าในขณะนี้พีชีมากกว่าล้านเครื่องทั่วโลกได้ถูกเจ้าตัว Metaphisher ควบคุมเข้าไปเรียบร้อยแล้ว การส่งข้อความของเจ้า bot นี้มีการเข้ารหัสระหว่างการส่งข้อมูลจากเครื่องเป้าหมายไปยังผู้ควบคุมทั้งยังมีการส่งผ่านข้อมูลต่างๆ ของเครื่องพีซีที่ถูกควบคุมอยู่ไปยัง botmaster ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางภูมิศาสตร์ที่เครื่องพีซีนี้ตั้งอยุ่ patch ต่างๆที่ได้มีการติดตั้งเอาไว้ในเครื่อง และโปรแกรมเว็บบราวเซอร์อื่นๆ นอกเหนือจาก Internet Explorer ที่ถูกติดตั้งอยุ่ในเครื่องเป้าหมายด้วย
Defense
การป้องกัน
1.อย่าคลิ๊กลิงก์ที่มากับอีเมล์จากคนหือกล่มที่คุณไม่รู้จักเด็ดขาดเนื่องจากทั้ง bot และ มัลแวร์ต่างๆ ล้วนใช้วิธีนี้ในการกระจายตัวเองทั้งสิ้น
2.สงสัยไฟล์ที่ถูกแนบมากับอีเมล์อยู่เสมอ อย่ามั่นใจแม้ว่าไฟล์นั้นจะถูกส่งมาจากคนสนิทหรือคนที่คุณรู้จัก ผู้จู่โจมมักจะใช้อีเมล์ปลอมในการจู่โจมเป้าหมาย
3.ลองพิจารณาใช้โปรแกรมเว็บบราวเซอร์รุ่นอื่นๆ อย่าง FireFox หรือ Opera ดูบ้างเพราะว่า Internet Explorer นั้นเป็นเป้าหมายที่นักเจาะระบบชื่นชอบ
การพัฒนา bot ด้วยเครื่องมือง่ายๆ
1.ว่าที่นักเจาะระบบซื้อชุดโปรแกรมสำหรับสร้าง bot จากโลกออนไลน์ หรืออาจจะดาวน์โหลดได้ฟรี
2.นักเจาะระบบที่ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมสร้าง bot ใหม่ขึ้นมาที่มีคุณสมบัติใหม่มากมายโดยที่โปรแกรมป้องกันไวรัสไม่สามารถตรวจพบด้วย
3.นักเจาะระบบส่งอีเมล์พร้อมแบบไฟล์ bot ของตัวเองออกไปหรือนำไปส่งไว้ที่สำหรับเลี้ยงมัลแวร์
4.ผลสุดท้ายคนที่ได้เงินมากที่สุดจาก การโจมตีที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นสปายแวร์ สแปม ก็คือผู้พัฒนา botnet นั่นเอง
ในปัจจุบันนี้โปรแกรมเล็กๆ ที่ดูไม่น่าจะมีพิษสงอะไรก็สามารถสร้าง Botnet ออกมาเพื่อกระจายตัวเองเข้าไปควบคุมพีชีที่กำลังทำงานอยู่ได้
มีบุคคลบางกลุ่มที่ขายเครื่องมือเพียงเพื่อสร้างBotnet โดยเฉพาะ (botnet development kit) ด้วยเครื่องมือนี้ผู้ที่ใช้มันสร้าง botnet สามารถออกแบบคุณสมบัติที่จะอันตรายต่างๆ ของbotnet ได้อย่างเต็มทีด้วยราคาเพียง 880 บาท จนถึง 129000 บาท โปรแกรมนี้สามารถสร้างได้ทุกอย่างไม่เพียงแต่ botnet ไม่ว่าจะเป็นเวิร์มตัวเล็กๆ จนกระทั่งโปรแกรม keylogger เลยทีเดียวโดยที่ไม่จำเป็นต้องรู้ถึงเทคนิคในการพัฒนาระดับสูงเลยซึ่งในปัจจุบันนี้เครื่องมือเหล่านี้มีอยู่มากมาย ต่างกันเป็นร้อยๆ แบบเลยทีเดียว
การควบคุมผ่านเว็บที่แสนฉลาด
ทุกอย่างดูแน่ลงเรื่อยๆ เมื่อมีผู้ที่ต้องการเป็นนักเจาะระบบ ได้พยายมสร้าง bot แล้วส่งมันออกไปหาผู้ใช้คนอื่นหลายๆ คนแบบไม่สนใจว่าใครจะได้รับ หลังจากนั้นก้จะสามารถสั่งและควบคุมเครื่องเป้าหมายที่โดน bot นี้ครอบงำได้โดยตรงผ่านทางระบบเครือข่าย
จากการวิจัยของ Sunbelt ด้วยทีมงาน Repid Response Team ที่ iDefense Labs ได้มีการค้นพบว่าได้มี botnet ชนิดใหม่ที่สามารถทำงานผ่านเว็บได้ โดยผู้พัฒนาตั้งสมญานามให้มันว่า Metaphisher ซึ่งแทนที่จะเป็นการสั่งงานด้วยข้อความผ่านคอมมานไลน์ทีละบรรทัดเหมือนสมัยก่อนคราวนี้ผู้บุกรุกสามารถควบคุมเครื่องผู้ใช้ได้ในรูปแบบกราฟฟิกสวยงาม เพียบพร้อมไปด้วยไอคอนที่ถูกแบบมาอย่างดีใช้งานง่ายเหมือนกำลังใช้เครื่องตัวเองอยู่ และแน่นอนแค่ชี้เมาส์แล้วคลิ๊กคุณก็เจาะระบบได้แล้ว
ทาง iDefense Lab ได้ประกาศออกมาว่าในขณะนี้พีชีมากกว่าล้านเครื่องทั่วโลกได้ถูกเจ้าตัว Metaphisher ควบคุมเข้าไปเรียบร้อยแล้ว การส่งข้อความของเจ้า bot นี้มีการเข้ารหัสระหว่างการส่งข้อมูลจากเครื่องเป้าหมายไปยังผู้ควบคุมทั้งยังมีการส่งผ่านข้อมูลต่างๆ ของเครื่องพีซีที่ถูกควบคุมอยู่ไปยัง botmaster ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางภูมิศาสตร์ที่เครื่องพีซีนี้ตั้งอยุ่ patch ต่างๆที่ได้มีการติดตั้งเอาไว้ในเครื่อง และโปรแกรมเว็บบราวเซอร์อื่นๆ นอกเหนือจาก Internet Explorer ที่ถูกติดตั้งอยุ่ในเครื่องเป้าหมายด้วย
Defense
การป้องกัน
1.อย่าคลิ๊กลิงก์ที่มากับอีเมล์จากคนหือกล่มที่คุณไม่รู้จักเด็ดขาดเนื่องจากทั้ง bot และ มัลแวร์ต่างๆ ล้วนใช้วิธีนี้ในการกระจายตัวเองทั้งสิ้น
2.สงสัยไฟล์ที่ถูกแนบมากับอีเมล์อยู่เสมอ อย่ามั่นใจแม้ว่าไฟล์นั้นจะถูกส่งมาจากคนสนิทหรือคนที่คุณรู้จัก ผู้จู่โจมมักจะใช้อีเมล์ปลอมในการจู่โจมเป้าหมาย
3.ลองพิจารณาใช้โปรแกรมเว็บบราวเซอร์รุ่นอื่นๆ อย่าง FireFox หรือ Opera ดูบ้างเพราะว่า Internet Explorer นั้นเป็นเป้าหมายที่นักเจาะระบบชื่นชอบ
การพัฒนา bot ด้วยเครื่องมือง่ายๆ
1.ว่าที่นักเจาะระบบซื้อชุดโปรแกรมสำหรับสร้าง bot จากโลกออนไลน์ หรืออาจจะดาวน์โหลดได้ฟรี
2.นักเจาะระบบที่ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมสร้าง bot ใหม่ขึ้นมาที่มีคุณสมบัติใหม่มากมายโดยที่โปรแกรมป้องกันไวรัสไม่สามารถตรวจพบด้วย
3.นักเจาะระบบส่งอีเมล์พร้อมแบบไฟล์ bot ของตัวเองออกไปหรือนำไปส่งไว้ที่สำหรับเลี้ยงมัลแวร์
4.ผลสุดท้ายคนที่ได้เงินมากที่สุดจาก การโจมตีที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นสปายแวร์ สแปม ก็คือผู้พัฒนา botnet นั่นเอง
วันจันทร์, เมษายน 30, 2550
ตั้งเวลาปิดเครื่อง... ก่อนหนีเที่ยว
หากต้องเปิดเครื่องทิ้งไว้ อยากตั้งเวลาปิดเครื่องอัตโนมัติ หากเราจำเป็นต้องเปิดเครื่องไว้ เพราะกำลังรันโปรแกรมบางอย่างอยู่ และอีกหลายชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เราสามารถสั่งให้เครื่องปิดตัวเองอัตโนมัติได้ โดยใช้เครื่องมือ Scheduled Task ช่วย ดังนี้ครับ
1.เลือกเมนู All Programs>Accessories>System Tools>Scheduled Task เพื่อเปิดหน้าต่างScheduled Task ขึ้นมาครับ จากนั้นดับเบิ้ลคลิกที่ไอคอน Scheduled Task เพื่อสร้างตารางงานใหม่
2.สิ่งที่เราต้องรู้ในที่นี้ก็คือ ไฟล์คำสั่งที่ใช้สำหรับการปิดเครื่อง ซึ่งก็คือไฟล์ Shutdown.exe อยู่ในโฟลเดอร์ System32 ภายใต้โฟลเดอร์ Window ให้เราคลิกเมาส์ที่ปุ่ม Browse และเลือกไฟล์คำสั่ง shutdown.exe ซึ่งเป็นคำสั่งเพื่อปิดระบบคับ
3.จากนั้นเป็นขั้นตอนการกำหนดช่วงเวลา ที่จะให้ปิดเครื่อง ในที่นี้เลือก Diary คือภายในวันนี้และเข้าไปกำหนดเวลาเจาะจง ก็เป็นอันจบขั้นตอนแล้วครับ
หลังจากนั้น เราสามารถเปิดเครื่องให้ทำงานทิ้งไว้ และเมื่อถึงเวลาที่กำหนดไว้ คอมพิวเตอร์ก็จะปิด (Shut down) ลงโดยอัตโนมัติครับมี Tip เล็กๆ น้อยสำหรับการปิดเครื่องครับ คือ ปุ่ม Power กับปุ่ม Sleep บนคีย์บอร์ด เราสามารถกำหนดเพื่อให้เป็นการสั่งปิดเครื่อง (Turn Off) หรือเข้าสู่โหมด Stand By ได้ครับโดย ปุ่ม Power เหมือนสั่ง Shutdown เครื่อง คือปิดการทำงานของ Windows และดับเครื่องลง ส่วนปุ่ม Sleep : เหมือนสั่ง Stand By คือ หยุดพักเครื่องชั่วคราว เพื่อเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงาน โดยสามารถกลับเข้าทำงานได้ด้วยการเคลื่อนเมาส์ หรือกดปุ่มคีย์บอร์ดนั่นเอง
1.เลือกเมนู All Programs>Accessories>System Tools>Scheduled Task เพื่อเปิดหน้าต่างScheduled Task ขึ้นมาครับ จากนั้นดับเบิ้ลคลิกที่ไอคอน Scheduled Task เพื่อสร้างตารางงานใหม่
2.สิ่งที่เราต้องรู้ในที่นี้ก็คือ ไฟล์คำสั่งที่ใช้สำหรับการปิดเครื่อง ซึ่งก็คือไฟล์ Shutdown.exe อยู่ในโฟลเดอร์ System32 ภายใต้โฟลเดอร์ Window ให้เราคลิกเมาส์ที่ปุ่ม Browse และเลือกไฟล์คำสั่ง shutdown.exe ซึ่งเป็นคำสั่งเพื่อปิดระบบคับ
3.จากนั้นเป็นขั้นตอนการกำหนดช่วงเวลา ที่จะให้ปิดเครื่อง ในที่นี้เลือก Diary คือภายในวันนี้และเข้าไปกำหนดเวลาเจาะจง ก็เป็นอันจบขั้นตอนแล้วครับ
หลังจากนั้น เราสามารถเปิดเครื่องให้ทำงานทิ้งไว้ และเมื่อถึงเวลาที่กำหนดไว้ คอมพิวเตอร์ก็จะปิด (Shut down) ลงโดยอัตโนมัติครับมี Tip เล็กๆ น้อยสำหรับการปิดเครื่องครับ คือ ปุ่ม Power กับปุ่ม Sleep บนคีย์บอร์ด เราสามารถกำหนดเพื่อให้เป็นการสั่งปิดเครื่อง (Turn Off) หรือเข้าสู่โหมด Stand By ได้ครับโดย ปุ่ม Power เหมือนสั่ง Shutdown เครื่อง คือปิดการทำงานของ Windows และดับเครื่องลง ส่วนปุ่ม Sleep : เหมือนสั่ง Stand By คือ หยุดพักเครื่องชั่วคราว เพื่อเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงาน โดยสามารถกลับเข้าทำงานได้ด้วยการเคลื่อนเมาส์ หรือกดปุ่มคีย์บอร์ดนั่นเอง
กำจัดโปรแกรมที่ชอบแอบโหลดตอนเปิด
หลายคนคงรู้สึกอึดอัดรำคาญใจที่โน้ตบุ๊กที่ใช้อยู่ว่าจะบูตเครื่องเสร็จต้องใช้เวลานาน อันเนื่องจากต้องเสียเวลาโหลดเหล่าโปรแกรมอะไรต่อมิอะไร (ทั้งที่บางโปรแกรมก็ไม่ได้ใช้อะไรเลย) ดังนั้น ในหัวข้อนี้ผมจะแนะนำวิธีการกำจัดโปรแกรมไร้ประโยชน์เหล่านี้จาการโหลดตอนบูตเครื่อง ซึ่งวิธีการมีหลายแบบ เรามาดูกันเลยครับ
วิธีแรก จะทำผ่าน Msconfig โดยคลิ้กปุ่ม Start -> Run พิมพ์ msconfig กด Enter คลิ้กแท็บ Startup คลิ้กเลือกโปรแกรมที่ไม่ต้องการ
วิธีที่สอง จะลบโดยตรงจากเมนู Startup คลิ้กปุ่ม Start -> All Program -> Startup แล้วคลิ้กขวาที่ชื่อโปรแกรมที่จะลบและเลือก Deleteส่วนวิธีสุดท้าย ยุ่งยากหน่อยแต่ก็ได้ผลดีและสะอาดจริงๆ โดยแก้ไขผ่านรีจิสทรี คลิ้กปุ่ม Start -> Run พิมพ์ regedit คลิ้กปุ่ม OK ที่ HKEY_LOCAL_MACHINE\Software\Microsoft\Windows\Current Version\Run
วิธีแรก จะทำผ่าน Msconfig โดยคลิ้กปุ่ม Start -> Run พิมพ์ msconfig กด Enter คลิ้กแท็บ Startup คลิ้กเลือกโปรแกรมที่ไม่ต้องการ
วิธีที่สอง จะลบโดยตรงจากเมนู Startup คลิ้กปุ่ม Start -> All Program -> Startup แล้วคลิ้กขวาที่ชื่อโปรแกรมที่จะลบและเลือก Deleteส่วนวิธีสุดท้าย ยุ่งยากหน่อยแต่ก็ได้ผลดีและสะอาดจริงๆ โดยแก้ไขผ่านรีจิสทรี คลิ้กปุ่ม Start -> Run พิมพ์ regedit คลิ้กปุ่ม OK ที่ HKEY_LOCAL_MACHINE\Software\Microsoft\Windows\Current Version\Run
มาใช้งาน Windows Mobile 5 บนเครื่อง PC กัน
ข่าวดีสำหรับผู้ที่ต้องการทดลองใช้งาน Windows Mobile เวอร์ชั่นล่าชุด แต่ไม่อยากซื้อ Pocket ตัวใหม่ หรืออยากลองใช้งาน Pocket PC แบบไม่ต้องเสียเงิน
ทางบริษัท Microsoft ได้เปิดให้ดาวน์โหลด Windows Mobile 5 [WM5] Emulator แล้ว โดยEmulator ตัวนี้สามารถใช้งานแยกได้เลย ไม่เหมือนกัน Emulator เวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ที่ต้องลง Visual Studio ก่อนถึงจะใช้งานได้
แต่สำหรับ Emulator ตัวนี้เพียงแค่เราดาวน์โหลดไฟล์ตามนี้
1. Virtual Machine Network Driver for Microsoft Device Emulator
http://www.microsoft.com/downloads/details.aspx?familyid=DC8332D6-565F-4A57-BE8C-1D4718D3AF65&displaylang=en
2. ไฟล์ V1Emulator.zip
3. efp.msi
โดยดาวน์โหลดจากตรงนี้เลยครับ http://www.microsoft.com/downloads/details.aspx?FamilyId=C62D54A5-183A-4A1E-A7E2-CC500ED1F19A&displaylang=en#filelistเราก็จะได้ Pocket PC มาใช้งานโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อเลยละครับ
ทางบริษัท Microsoft ได้เปิดให้ดาวน์โหลด Windows Mobile 5 [WM5] Emulator แล้ว โดยEmulator ตัวนี้สามารถใช้งานแยกได้เลย ไม่เหมือนกัน Emulator เวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ที่ต้องลง Visual Studio ก่อนถึงจะใช้งานได้
แต่สำหรับ Emulator ตัวนี้เพียงแค่เราดาวน์โหลดไฟล์ตามนี้
1. Virtual Machine Network Driver for Microsoft Device Emulator
http://www.microsoft.com/downloads/details.aspx?familyid=DC8332D6-565F-4A57-BE8C-1D4718D3AF65&displaylang=en
2. ไฟล์ V1Emulator.zip
3. efp.msi
โดยดาวน์โหลดจากตรงนี้เลยครับ http://www.microsoft.com/downloads/details.aspx?FamilyId=C62D54A5-183A-4A1E-A7E2-CC500ED1F19A&displaylang=en#filelistเราก็จะได้ Pocket PC มาใช้งานโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อเลยละครับ
Microsoft Vista released for sale
Microsoft has started the roll-out of its new operating system, Windows Vista, which at first is being made available to business customers only.
The system, a replacement for the firm's current Windows XP operating system, will not be available to home consumers until the end of January.
With Windows running on nine in 10 of the world's PCs, analysts agree the new version should be a big success.
However, Vista is two years late and its consumer launch misses Christmas.
A huge but slow success
Last minute delays at Microsoft meant that computer makers would have been able to install Vista only on about half the computers that they were hoping to sell over Christmas, said Al Gillen, a Vista expert with technology consultancy IDC.
Microsoft predicts that Vista will be the fastest-selling operating system to date.
Experts agree, but say this is merely a result of the wider usage of computers compared to five years ago, when Windows XP launched.
Corporate customers, meanwhile, will take their time deploying Vista as well.
"Our big corporate customers were the first to test Vista, but will probably be the last to introduce it, because they have the most [hardware and software] to test for compatibility with Vista," said Gareth Hansford, managing director of Lenovo UK, the company that was IBM's PC division until it was bought by Lenovo of China.
He expects corporate customers to begin large-scale rollouts of Vista in about a year's time.
IDC's Al Gillen agrees, and points to a very unusual feature built into Vista, which allows IT managers to "downgrade" the software on new computers and run Windows XP instead.
Once the company is fully Vista-ready, the IT team can simply activate the original Vista license bought with the new PC.
Most analysts believe that Vista will dominate computer desktops in about two years' time.
Microsoft's core product
Microsoft has combined the launch of Vista with the release of the newest version of its productivity software, Office 2007, and its networking software Exchange.
The company has invested a lot of money and effort to get Vista ready.
More than 10,000 workers reportedly have worked on getting the operating system ready for deployment.
The development of Office and Vista took five years and $20bn (£10bn), said Gordon Frazer, managing director of Microsoft UK, at the product launch in London.
Microsoft executives say that Vista is designed to be much more secure than any of its previous operating systems, while home users can look forward to much better game play and the integration of Microsoft's media centre into the main operating system.
A key feature of Vista and Office 2007 is the integration of desktop search, which will make it much easier for users to find both applications and files. According to Microsoft, less than 6% of computer users currently have products like MSN and Google desktop search installed on their computers.
The XP successor will come in six versions, from very simple installations for low-powered computers to fully-loaded corporate editions.
Vista's success is crucial to Microsoft's finances.
The corporate division responsible for Windows is generating nearly a third of Microsoft's turnover, and a much higher share of its profits.
Office 2007
The suite of programs - encompassing a word processor, spreadsheet, database and more - can run on both Windows XP and Vista.
Microsoft says that the combination of Vista, Office 2007 and Exchange combined will allow corporate customers to make hefty productivity gains.
Jacob Jaffe, director of the Microsoft Office programme, told BBC News that surveys of test users of Office 2007 showed that nearly four-fifths of them reported productivity gains as a result of using the software suite.
Several rivals of the company, however, have complained that Vista's new design is making it more difficult for them to get their products to work - for example anti-virus software. The dispute is likely to put Microsoft under scrutiny again, with the European Commission already voicing concerns whether Vista is shutting out competitors.
The system, a replacement for the firm's current Windows XP operating system, will not be available to home consumers until the end of January.
With Windows running on nine in 10 of the world's PCs, analysts agree the new version should be a big success.
However, Vista is two years late and its consumer launch misses Christmas.
A huge but slow success
Last minute delays at Microsoft meant that computer makers would have been able to install Vista only on about half the computers that they were hoping to sell over Christmas, said Al Gillen, a Vista expert with technology consultancy IDC.
Microsoft predicts that Vista will be the fastest-selling operating system to date.
Experts agree, but say this is merely a result of the wider usage of computers compared to five years ago, when Windows XP launched.
Corporate customers, meanwhile, will take their time deploying Vista as well.
"Our big corporate customers were the first to test Vista, but will probably be the last to introduce it, because they have the most [hardware and software] to test for compatibility with Vista," said Gareth Hansford, managing director of Lenovo UK, the company that was IBM's PC division until it was bought by Lenovo of China.
He expects corporate customers to begin large-scale rollouts of Vista in about a year's time.
IDC's Al Gillen agrees, and points to a very unusual feature built into Vista, which allows IT managers to "downgrade" the software on new computers and run Windows XP instead.
Once the company is fully Vista-ready, the IT team can simply activate the original Vista license bought with the new PC.
Most analysts believe that Vista will dominate computer desktops in about two years' time.
Microsoft's core product
Microsoft has combined the launch of Vista with the release of the newest version of its productivity software, Office 2007, and its networking software Exchange.
The company has invested a lot of money and effort to get Vista ready.
More than 10,000 workers reportedly have worked on getting the operating system ready for deployment.
The development of Office and Vista took five years and $20bn (£10bn), said Gordon Frazer, managing director of Microsoft UK, at the product launch in London.
Microsoft executives say that Vista is designed to be much more secure than any of its previous operating systems, while home users can look forward to much better game play and the integration of Microsoft's media centre into the main operating system.
A key feature of Vista and Office 2007 is the integration of desktop search, which will make it much easier for users to find both applications and files. According to Microsoft, less than 6% of computer users currently have products like MSN and Google desktop search installed on their computers.
The XP successor will come in six versions, from very simple installations for low-powered computers to fully-loaded corporate editions.
Vista's success is crucial to Microsoft's finances.
The corporate division responsible for Windows is generating nearly a third of Microsoft's turnover, and a much higher share of its profits.
Office 2007
The suite of programs - encompassing a word processor, spreadsheet, database and more - can run on both Windows XP and Vista.
Microsoft says that the combination of Vista, Office 2007 and Exchange combined will allow corporate customers to make hefty productivity gains.
Jacob Jaffe, director of the Microsoft Office programme, told BBC News that surveys of test users of Office 2007 showed that nearly four-fifths of them reported productivity gains as a result of using the software suite.
Several rivals of the company, however, have complained that Vista's new design is making it more difficult for them to get their products to work - for example anti-virus software. The dispute is likely to put Microsoft under scrutiny again, with the European Commission already voicing concerns whether Vista is shutting out competitors.
แก้ ""Windows Geniun"
Run > Regedit
Browse to the following location
HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\MICROSOFT\WINDOWS NT\CURRENT VERSION\WINLOGON\NOTIFY
Delete the folder "Wgalogon" and all its contains
Reboot Windows xp
Browse to the following location
HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\MICROSOFT\WINDOWS NT\CURRENT VERSION\WINLOGON\NOTIFY
Delete the folder "Wgalogon" and all its contains
Reboot Windows xp
วิธีการลบหรือยกเลิก Password ใน BIOS เมื่อลืมหรือไม่ทราบ
วิธีการลบหรือยกเลิก Password ใน BIOS เมื่อลืมหรือไม่ทราบ
โดยปกติแล้ว หากใช้เครื่องคอมพิวเตอร์คนเดียว ก็คงไม่มีความจำเป็นต้องตั้ง Password สำหรับเข้าไป Setup BIOS หรือเปิดเครื่อง แต่ถ้าหากได้เคยตั้งไว้แล้วลืม หรือได้เมนบอร์ดมาโดยที่มีการตั้ง Password ไว้และไม่รู้ว่าใช้ Password อะไร ก็มีวิธีการที่จะ Reset หรือ Clere Password ซึ่งอาจจะต้องลองหลาย ๆ วิธีดูนะครับเท่าที่ได้รวบรวมมาดังนี้
ถ้าคุณไม่ได้ตั้ง password เอง ให้ลองใช้ Default Password เหล่านี้ดูก่อน เพราะอาจจะเป็น password ที่ตั้งมาตั้งแต่แรกก็ได้ (Case Sensitive)
AMI Award bios setup cmos AMI_SW AMI!SW/ AMI?SW/ AWARD_SW ทำการ Reset โดยการ Clear CMOS ดังนี้
มองหา jumper สำหรับ Reset CMOS ก่อนโดยดูจากคู่มือ หรืออาจจะมองหา jumper ใกล้ ๆ กับแบตเตอรี่ของ CMOS ก็ได้ ส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็น jumper 3 ขา วิธีการ Reset คือทำการ jump ให้ตรงข้ามกับปกติ คือถ้าหากเดิมมีการ jump อยู่ที่ 1-2 ก็เปลี่ยนมาเป็น 2-3 หรือถ้าปกติ jump อยู่ที่ 2-3 อยู่แล้วก็เปลี่ยนเป็น 1-2 จากนั้นเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ทิ้งไว้สัก 5-10 วินาที ปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ เปลี่ยน jumper กลับมาที่เดิม Password จะถูก Reset ทำการถอดแบตเตอรี่ของ CMOS ออก
ถ้าหากไม่สามารถหา jumper สำหรับ Reset CMOS ได้อาจจะมีอีกวิธี คือทำการถอดแบตเตอรี่ของ CMOS ออกสัก 5 นาทีแล้วก็ใส่เข้าไปใหม่ จะเป็นการตั้งค่าทุกอย่างของ BIOS กลับไปเป็น Default ได้ แต่เมนบอร์ดบางรุ่น จะยังมี Password อยู่โดยจะเป็น Default Password ตามด้านบนนะครับ หลังจากใส่แบตเตอรี่แล้วก็ถ้ายังถาม Password อีกให้ลองใส่ Default Password ข้างบนดู
ใช้โปรแกรม Reset CMOS เพื่อทำการลบ password
โดยการใช้โปรแกรม มาทำการรัน เพื่อลบ password ซึ่งวิธีนี้ผมเองก็ยังไม่เคยใช้ ถ้าหากไม่มีวิธีอื่น ๆ แล้วก็ลองกันดูครับ ตัวโปรแกรมที่ว่าเคยเห็นจาก http://www.thaiware.com ครับ
ใช้โปรแกรม CMOSPWD สำหรับการดู password ที่ตั้งไว้
โดยการใช้โปรแกรม CMOSPWD มารันใน DOS Mode ซึ่งจะทำให้เราเห็นข้อมูลของ password ได้ แต่ต้องทราบรุ่นของ bios ที่ใช้งานด้วยนะครับ ตัวโปรแกรมนี้หาได้ที่ http://www.tweakfiles.com ครับ
ใช้ debug ในการลบ password
อีกวิธีหนึ่งครับ โดยการเรียกโปรแกรม debug ที่จะมีอยู่ใน DOS และสั่งคำสั่งต่าง ๆ โดยมีขั้นตอนดังนี้
1. บูตเครื่องโดยให้เข้าที่ DOS Mode โดยการกด Ctrl ค้างขณะบูต และเลือกเข้า DOS Prompt2. พิมพ์คำว่า debug และกด Enter จะขึ้นเครื่องหมาย - รออยู่3. พิมพ์คำว่า o 70 2e และกด Enter ( ตัวอักษร โอ เจ็ดศูนย์ สองหนึ่ง นะครับ)4. พิมพ์คำว่า o 71 ff และกด Enter5. กด q และกด Enter ครับ6. จากนั้น บูตเครื่องใหม่ ถ้าใช้งานได้ ก็จะไม่มีการถามรหัสผ่านเข้า bios อีกแล้ว
โดยปกติแล้ว หากใช้เครื่องคอมพิวเตอร์คนเดียว ก็คงไม่มีความจำเป็นต้องตั้ง Password สำหรับเข้าไป Setup BIOS หรือเปิดเครื่อง แต่ถ้าหากได้เคยตั้งไว้แล้วลืม หรือได้เมนบอร์ดมาโดยที่มีการตั้ง Password ไว้และไม่รู้ว่าใช้ Password อะไร ก็มีวิธีการที่จะ Reset หรือ Clere Password ซึ่งอาจจะต้องลองหลาย ๆ วิธีดูนะครับเท่าที่ได้รวบรวมมาดังนี้
ถ้าคุณไม่ได้ตั้ง password เอง ให้ลองใช้ Default Password เหล่านี้ดูก่อน เพราะอาจจะเป็น password ที่ตั้งมาตั้งแต่แรกก็ได้ (Case Sensitive)
AMI Award bios setup cmos AMI_SW AMI!SW/ AMI?SW/ AWARD_SW ทำการ Reset โดยการ Clear CMOS ดังนี้
มองหา jumper สำหรับ Reset CMOS ก่อนโดยดูจากคู่มือ หรืออาจจะมองหา jumper ใกล้ ๆ กับแบตเตอรี่ของ CMOS ก็ได้ ส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็น jumper 3 ขา วิธีการ Reset คือทำการ jump ให้ตรงข้ามกับปกติ คือถ้าหากเดิมมีการ jump อยู่ที่ 1-2 ก็เปลี่ยนมาเป็น 2-3 หรือถ้าปกติ jump อยู่ที่ 2-3 อยู่แล้วก็เปลี่ยนเป็น 1-2 จากนั้นเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ทิ้งไว้สัก 5-10 วินาที ปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ เปลี่ยน jumper กลับมาที่เดิม Password จะถูก Reset ทำการถอดแบตเตอรี่ของ CMOS ออก
ถ้าหากไม่สามารถหา jumper สำหรับ Reset CMOS ได้อาจจะมีอีกวิธี คือทำการถอดแบตเตอรี่ของ CMOS ออกสัก 5 นาทีแล้วก็ใส่เข้าไปใหม่ จะเป็นการตั้งค่าทุกอย่างของ BIOS กลับไปเป็น Default ได้ แต่เมนบอร์ดบางรุ่น จะยังมี Password อยู่โดยจะเป็น Default Password ตามด้านบนนะครับ หลังจากใส่แบตเตอรี่แล้วก็ถ้ายังถาม Password อีกให้ลองใส่ Default Password ข้างบนดู
ใช้โปรแกรม Reset CMOS เพื่อทำการลบ password
โดยการใช้โปรแกรม มาทำการรัน เพื่อลบ password ซึ่งวิธีนี้ผมเองก็ยังไม่เคยใช้ ถ้าหากไม่มีวิธีอื่น ๆ แล้วก็ลองกันดูครับ ตัวโปรแกรมที่ว่าเคยเห็นจาก http://www.thaiware.com ครับ
ใช้โปรแกรม CMOSPWD สำหรับการดู password ที่ตั้งไว้
โดยการใช้โปรแกรม CMOSPWD มารันใน DOS Mode ซึ่งจะทำให้เราเห็นข้อมูลของ password ได้ แต่ต้องทราบรุ่นของ bios ที่ใช้งานด้วยนะครับ ตัวโปรแกรมนี้หาได้ที่ http://www.tweakfiles.com ครับ
ใช้ debug ในการลบ password
อีกวิธีหนึ่งครับ โดยการเรียกโปรแกรม debug ที่จะมีอยู่ใน DOS และสั่งคำสั่งต่าง ๆ โดยมีขั้นตอนดังนี้
1. บูตเครื่องโดยให้เข้าที่ DOS Mode โดยการกด Ctrl ค้างขณะบูต และเลือกเข้า DOS Prompt2. พิมพ์คำว่า debug และกด Enter จะขึ้นเครื่องหมาย - รออยู่3. พิมพ์คำว่า o 70 2e และกด Enter ( ตัวอักษร โอ เจ็ดศูนย์ สองหนึ่ง นะครับ)4. พิมพ์คำว่า o 71 ff และกด Enter5. กด q และกด Enter ครับ6. จากนั้น บูตเครื่องใหม่ ถ้าใช้งานได้ ก็จะไม่มีการถามรหัสผ่านเข้า bios อีกแล้ว
สำรองและกู้รีจีดิส
สำรองและกู้รีจีดิส
1. เข้าสุ้ regedit จากนั้นคลิกขวาที่ My Computer เลือกไปที่คำสั่ง Export ใส่ชือ ที่จะสำร้อง แล้ว เซฟ
กู้รีจิสเตอร์
1. เข้าสุ่ รีจีดิส แล้วเลือก File>Import แล้วเลือกไฟที่สำรอง แล้ว open อีกวิธี ปกติจะมีนาสกุลเป็น .reg ทำโดยไม่เปิด regedit ไปคลิ๊กที่ไฟลืสำรองได้เรย
ไม่แสดงคุณสมบัติของมายคอม
1. HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVertion\Polices\Explorer คลิกขวาที่ Explorer>new>DWORD Value พิมชือ รีจิสเป็น NoPropertiesMyComputer เปลี่ยนจาก 0 เป็น 1
ห้ามค้นหาข้อมูลในวินโดว์
1. HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVertion\Polices\Explorer คลิกขวาที่ Explorer>new>DWORD Value พิมชือ รีจิสเป็น NoFind เปลี่ยนจาก 0 เป็น 1
ห้ามใช้ Active Desktop
HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVertion\Polices\Explorer คลิกขวาที่ Explorer>new>DWORD Value พิมชือ รีจิสเป็น NoActiveDesktop เปลี่ยจาก 0 เป็น 1
ซ่อนไดร์ต่างๆ ภายในเครื่อง
HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVertion\Polices\Explorer คลิกขวาที่ Explorer>new>DWORD Value พิมชือ รีจิสเป็น NoDrives เปลี่ยจาก 0 เป็น 1 จะเป็นไดร์ A ถ้าไดร์อื่นต้องไปเปลี่ยนค่าใน Decimal ดังนี้ a:1 b:2 c:4 d:8 e;16 f:32 g:64 h:128….all:67108863
ป้องกันไม่ให้ใช้ regedit
HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVertion\Polices\System คลิกขวาที่ System>new>DWORD Value พิมชือ รีจิสเป็น DisableregistryTools เปลี่ยจาก 0 เป็น 1
1. เข้าสุ้ regedit จากนั้นคลิกขวาที่ My Computer เลือกไปที่คำสั่ง Export ใส่ชือ ที่จะสำร้อง แล้ว เซฟ
กู้รีจิสเตอร์
1. เข้าสุ่ รีจีดิส แล้วเลือก File>Import แล้วเลือกไฟที่สำรอง แล้ว open อีกวิธี ปกติจะมีนาสกุลเป็น .reg ทำโดยไม่เปิด regedit ไปคลิ๊กที่ไฟลืสำรองได้เรย
ไม่แสดงคุณสมบัติของมายคอม
1. HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVertion\Polices\Explorer คลิกขวาที่ Explorer>new>DWORD Value พิมชือ รีจิสเป็น NoPropertiesMyComputer เปลี่ยนจาก 0 เป็น 1
ห้ามค้นหาข้อมูลในวินโดว์
1. HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVertion\Polices\Explorer คลิกขวาที่ Explorer>new>DWORD Value พิมชือ รีจิสเป็น NoFind เปลี่ยนจาก 0 เป็น 1
ห้ามใช้ Active Desktop
HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVertion\Polices\Explorer คลิกขวาที่ Explorer>new>DWORD Value พิมชือ รีจิสเป็น NoActiveDesktop เปลี่ยจาก 0 เป็น 1
ซ่อนไดร์ต่างๆ ภายในเครื่อง
HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVertion\Polices\Explorer คลิกขวาที่ Explorer>new>DWORD Value พิมชือ รีจิสเป็น NoDrives เปลี่ยจาก 0 เป็น 1 จะเป็นไดร์ A ถ้าไดร์อื่นต้องไปเปลี่ยนค่าใน Decimal ดังนี้ a:1 b:2 c:4 d:8 e;16 f:32 g:64 h:128….all:67108863
ป้องกันไม่ให้ใช้ regedit
HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVertion\Polices\System คลิกขวาที่ System>new>DWORD Value พิมชือ รีจิสเป็น DisableregistryTools เปลี่ยจาก 0 เป็น 1
วันศุกร์, เมษายน 20, 2550
การ Backup เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหาย
บ่อยครั้งที่หลายๆ คนต้องประสบปัญหากับเครื่องคอมพิวเตอร์ในขณะที่กำลังทำงานอยู่ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่มาจากตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือปัจจัยภายนอก เช่น ไฟฟ้าดับ ปลั๊กหลุด ล้วนเป็นเหตุให้ข้อมูลที่เก็บไว้สูญหายไปได้ ซึ่งปัญหานี้เราสามารถแก้ไขได้ด้วยการ Backup สำรองข้อมูลสำคัญๆ เอาไว้ซึ่งการทำ Backup เพื่อสำรองข้อมูลใน Windows XP นั้นสามารถทำได้ดังนี้
1.ดับเบิ้ลคลิกเลือก My Computer
2.คลิกเมาส์ขวาที่ไดรฟ์ที่เราต้องการทำการ Backup ข้อมูลเอาไว้ แล้วคลิกเลือก Properties
3.เมื่อปรากฏไดอะล็อกบ็อกซ์ Local Disk(E:) Properties ขึ้นมาให้คลิกแท็บ Tools
4.คลิปปุ่ม Backup Now....
5.เมื่อปรากฏไดอะล็อกบ็อกซ์ Backup files and setting แล้วให้คลิกปุ่ม Next>
6.คลิกเลือก Backup file and settings
7.คลิกปุ่ม Next>
8.จากนั้น ให้เลือกคำสั่งที่ใช้ในการ Backup ข้อมูล ซึ่งประกอบไปด้วย
-My Document and Settings คือ คำสั่งที่ให้โปรแกรมทำการ Backup เฉพาะโฟลเดอร์และไฟล์คุกกี้ของผู้ใช้ในปัจจุบัน
-Everyone's Docments and Setting คือ คำสั่งที่ให้โปรแกรมทำ Backup เฉพาะโฟลเดอร์ My Document Favorites ,Desktop และไฟล์คุกกี้ของผู้ใช้ทั้งหมด
-All Information on this computer คือ คำสั่งที่ให้โปรแกรมทำการ Backup ข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ พร้อมสร้างแผ่นบู๊ตระบบฉุกเฉินไว้ด้วย
-Let me choose what to backup คือ คำสั่งที่ให้ผู้ใช้เลือกไฟล์ข้อมูลที่จะ Backup ได้ตามต้องการ
ในที่นี้ สมมติว่าเราเลือกการ Backup ประเภท Let me choose what to backup
9.คลืกปุ่ม Next>
10.คลิกเซ็คบ็อกซ์ข้างหน้าไฟล์หรือไฟลเดอร์ที่ต้องการจะทำการ Backup
11คลิกปุ่มNext>
12.ตั้งชื่อไฟล์ที่เราใช้ในการทำ Backup
13.คลิกปุ่ม Browse... เพื่อเลือกสถานที่ที่จะทำการจัดเก็บไฟล์ที่ได้ทำการ Backup
14.เมื่อปรากฏไดอะล็อกบ็อกซ์ Save AS ขึ้นมา ให้คลิกเลือกไดรฟ์หรือ โฟลเดอร์ที่จะจัดเก็บไฟล์ที่ได้ทำการ Backup ไว้
15.ตั้งชื่อไฟล์ Backup ในช่อง File name
16.คลิปปุ่ม Save
17.คลิกปุ่ม Next>
18.คลิกปุ่ม Finish
19.โปรแกรมจะเริ่มทำการ Backup ข้อมูล
20.เมื่อโปรแกรมได้ทำการ Backup ข้อมูลแล้ว ให้คลิกปุ่ม Close จากนั้นข้อมูลที่เราได้ทำการ Backup ไว้ก็จะสามารถถูกเรียกขึ้นมาใช้งานได้ ไม่สูญหายไปแม้ว่าจะเกิดปัญหากับเครื่องคอมพิวเตอร์
1.ดับเบิ้ลคลิกเลือก My Computer
2.คลิกเมาส์ขวาที่ไดรฟ์ที่เราต้องการทำการ Backup ข้อมูลเอาไว้ แล้วคลิกเลือก Properties
3.เมื่อปรากฏไดอะล็อกบ็อกซ์ Local Disk(E:) Properties ขึ้นมาให้คลิกแท็บ Tools
4.คลิปปุ่ม Backup Now....
5.เมื่อปรากฏไดอะล็อกบ็อกซ์ Backup files and setting แล้วให้คลิกปุ่ม Next>
6.คลิกเลือก Backup file and settings
7.คลิกปุ่ม Next>
8.จากนั้น ให้เลือกคำสั่งที่ใช้ในการ Backup ข้อมูล ซึ่งประกอบไปด้วย
-My Document and Settings คือ คำสั่งที่ให้โปรแกรมทำการ Backup เฉพาะโฟลเดอร์และไฟล์คุกกี้ของผู้ใช้ในปัจจุบัน
-Everyone's Docments and Setting คือ คำสั่งที่ให้โปรแกรมทำ Backup เฉพาะโฟลเดอร์ My Document Favorites ,Desktop และไฟล์คุกกี้ของผู้ใช้ทั้งหมด
-All Information on this computer คือ คำสั่งที่ให้โปรแกรมทำการ Backup ข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ พร้อมสร้างแผ่นบู๊ตระบบฉุกเฉินไว้ด้วย
-Let me choose what to backup คือ คำสั่งที่ให้ผู้ใช้เลือกไฟล์ข้อมูลที่จะ Backup ได้ตามต้องการ
ในที่นี้ สมมติว่าเราเลือกการ Backup ประเภท Let me choose what to backup
9.คลืกปุ่ม Next>
10.คลิกเซ็คบ็อกซ์ข้างหน้าไฟล์หรือไฟลเดอร์ที่ต้องการจะทำการ Backup
11คลิกปุ่มNext>
12.ตั้งชื่อไฟล์ที่เราใช้ในการทำ Backup
13.คลิกปุ่ม Browse... เพื่อเลือกสถานที่ที่จะทำการจัดเก็บไฟล์ที่ได้ทำการ Backup
14.เมื่อปรากฏไดอะล็อกบ็อกซ์ Save AS ขึ้นมา ให้คลิกเลือกไดรฟ์หรือ โฟลเดอร์ที่จะจัดเก็บไฟล์ที่ได้ทำการ Backup ไว้
15.ตั้งชื่อไฟล์ Backup ในช่อง File name
16.คลิปปุ่ม Save
17.คลิกปุ่ม Next>
18.คลิกปุ่ม Finish
19.โปรแกรมจะเริ่มทำการ Backup ข้อมูล
20.เมื่อโปรแกรมได้ทำการ Backup ข้อมูลแล้ว ให้คลิกปุ่ม Close จากนั้นข้อมูลที่เราได้ทำการ Backup ไว้ก็จะสามารถถูกเรียกขึ้นมาใช้งานได้ ไม่สูญหายไปแม้ว่าจะเกิดปัญหากับเครื่องคอมพิวเตอร์
ถ้า Windows XP มัก Restart เองบ่อยๆ
ตามปกคิแล้ว Windows XP จะถูกกำหนดให้มีการ Restart เครื่องโดยอัตโนมัติเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา แต่บางคร้ง แต่อาจมีปัญหาขึ้นมาได้ว่าทำไม Windows XP มีการ Restart บ่อยผิดปกติ ซึ่งปัญหานี้เราสามารถแก้ไขได้โดย
1.คลิกเมาส์ขวาที่ My Computer แล้วคลิกเลือก Properties
2.เมื่อปรากฏไดอะล็อกบ็อกซ์ System Properties ให้คลิกแท็บ Acvanced
3.คลิกปุ่ม Settings ในกรอบคำสั่ง Startup and Recovery
4.ในไดอะล็อกบ็อกซื Startup and Recovery ให้คลิกยกเลิกเครื่องหมายถูกหน้าคำสั่ง Automatically Restart
5.คลิกปุ่ม ok
6.คลิกปุ่ม ok ในไดอะล็อกบ็อกซ์ System Properties
1.คลิกเมาส์ขวาที่ My Computer แล้วคลิกเลือก Properties
2.เมื่อปรากฏไดอะล็อกบ็อกซ์ System Properties ให้คลิกแท็บ Acvanced
3.คลิกปุ่ม Settings ในกรอบคำสั่ง Startup and Recovery
4.ในไดอะล็อกบ็อกซื Startup and Recovery ให้คลิกยกเลิกเครื่องหมายถูกหน้าคำสั่ง Automatically Restart
5.คลิกปุ่ม ok
6.คลิกปุ่ม ok ในไดอะล็อกบ็อกซ์ System Properties
