วันศุกร์, พฤษภาคม 28, 2553

มาตรฐานระบบเครือข่าย WAN

x.25 เป็นโปรโตคอลมาตรฐานของเครือข่ายแบบเก่า ได้รับการออกแบบโดย CCITT ประมาณปี ค.ศ. 1970 เพื่อใช้เป็นส่วนตัวติดต่อระหว่างระบบเครือข่ายสาธารณะแบบแพ็กเก็ตสวิตช์ (Packet Switching) กับผู้ใช้ระบบ X.25 เป็นการสื่อสารแบบต่อเนื่อง (Connection-oriented) ที่สนับสนุนการเชื่อมต่อวงจรสื่อสารแบบ Switched Virtual Circuit(SVC) และ Permanent Virtual Circuit (PVC)

Frame Relay เฟรมรีเลย์เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนามาต่อจาก x.25 อีกทีหนึ่งในการส่งข้อมูล เฟรมรีเลย์จะมีการตรวจเช็กความถูกต้องของข้อมูลที่จุดปลายทาง ทำงานแบบ Packet Switching

ATM (Asynchronous Transfer Mode) เป็นระบบเครือข่ายความเร็วสูง ปัจจุบันระบบองค์กรใหญ่ๆ นิยมใช้งานอย่างแพร่หลายในวงอุตสาหกรรมการสื่อสาร โดยระบบ ATM จะมีการส่งข้อมูลจำนวนน้อยๆ ที่มีขนาดคงที่เรียกว่า "เซลล์" (Cell)

มาตรฐานระบบเครือข่ายLAN

มาตรฐานเครือข่าย LAN ที่นิยมนำมาใช้กันทั่วไป มี 3 แบบ คือ

Ethernet พัฒนาขึ้นโดยบริษัท Xerox เป็นมาตรฐานของระบบเครือข่าย LAN ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน ช่วงหลังได้รับการดูแลและกำหนดฐานโดยสถาบันวิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ IEEE (Institute of Electrical and Electronics Engineers) โดยที่มาตรฐาน Ethernet ที่นิยมในระบบเครือข่าย LAN จะใช้มาตรฐาน IEEE 802.3 เช่น Ethernet (10 Mbps),Fast Ethernet (100 Mbps),Gigabit Ethernet (1000 Mbps) โดยที่ Ethernet จะใช้เทคนิคการส่งข้อมูลแบบ CSMA/CD กล่าวคือถ้าเกิดการส่งข้อมูลพร้อมกันและสัญญาณชนกัน จะต้องมีการส่งข้อมูลใหม่


 

Token-Ring พัฒนาขึ้นโดยบริษัท IBM จะใช้ Access Method แบบ Token Passing ในการเชื่อมต่อสามารถใช้ได้ทั้งสาย Coaxial,UTP,STP หรือสายเส้นใยแก้วนำแสง (Fiber optic) ระบบเครือข่ายแบบนี้มีความคงทนต่อควาผิดพลาดสูง (Fault-tolerant) ความเร็วในการรับส่งข้อมูลจะอยู่ที่ 4-16 Mbps


 

FDDI (Fiber Distributed Data Interface) เป็นมาตรฐานเครือข่ายความเร็วสูงที่กำหนดขึ้นโดย ANSI และหน่วยงานมาตรฐานสากล (OSI) ทำงานอยู่ในชั้น Physical ส่วนมากนำไปใช้เชื่อมต่อเป็น Backbone (เป็นสายสัญญาณหลักเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายLANเข้าด้วยกัน) ใช้ Access Method แบบ Token-passing และใช้ Topology แบบวงแหวนคู่ (Dual Ring) ซึ่งช่วยทำให้ทนทานต่อข้อบกพร่อง (Fault-tolerant) ของระบบเครือ่ขายได้ดีขึ้น ทำงานอยู่ที่ความเร็ว 100 Mbps

รูปแบบการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย (Network Topology)

การเชื่อมต่อแบบ Bus เป็นการเชื่อมต่อแบบเส้นทางเดียว มีลักษณะคล้ายท่อน้ำประปา ใช้สาย coaxial เพียงเส้นเดียวเป็นแกนหลักในการเชื่อมต่อ ด้านหัวและท้ายจะมี Terminator เป็นตัวปิด ระบบแบบนี้มีข้อเสียตรงที่หากจุดใดจุดหนึ่งขาดระบบโดยรวมจะทำงานไม่ได้ ระยะทางในการต่อจากสายเมนหลักไปยังเครื่องมีสองระบบคือ 200 เมตร (10Base2) และ 500 เมตร (10Base5) ปัจจุบันการเชื่อมต่อแบบ Bus ไม่นิยมใช้กันแล้ว เพราะความเร็วของการส่งจะอยู่ที่ 10 Mbps


 

การเชื่อมต่อแบบ Star การเชื่อมต่อจะมีอุปกรณ์ Hub/Switch เชื่อมต่ออยู่ตรงกลาง เครื่องคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อกันโดยใช้สาย UTP/STP เป็นรูปแบบการเชื่อมต่อที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน โดยการต่อสาย ระยะทางจากคอมพิวเตอร์ไปยัง Hub/Switch ยาวสุดประมาณ 100เมตร (10BaseT/100BaseT) กรณียาวเกิน 100 เมตร ก็สามารถใช้ Hub หรือ Switch เพื่อเพิ่มระยะทางได้


 

การเชื่อมต่อแบบ Ring เป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันเป็นรูปวงกลม มีลักษณะเหมือนวงแหวน คิดค้นโดยบริษัท IBM เป็นระบบที่เสถียรภาพมากที่สุด ไม่ค่อยได้รับความนิยม เนื่องจากค่าติดตั้งค่อนข้างสูง

Private IP Address

เรียกกันในนามไอพีปลอม หรือ ไอพีภายใน โดยไอพีนี้จะถูกนำมาใช้งานสำหรับองค์กรที่ไม่ได้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ไอพีปลอมนั้นในปัจจุบันถูกนำมาใช้งานกันอย่างกว้างขวาง ส่วนมากถูกนำมาใช้ในการจ่ายเครื่องลูกข่ายในองค์กร เช่น

ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่

ทำเป็นระบบ NAT ในการจ่ายไอพีให้เครื่องลูกข่ายในองค์กร

ใช้ทำระบบ Internetใช้งานในองค์กร

Class 

Range of IP

Class A

10.0.0.0

ถึง 

10.255.255.255 

Class B

172.16.0.0

ถึง 

172.31.255.255 

Class C

192.168.0.0

ถึง

192.168.255.255

Network Class


การแบ่ง IP Address ออกเป็นหลายระดับ ความจริงก็แบ่งตามความใหญ่ ของเครือข่ายนั่นเอง

Network Class 

Subnet mask 

Network Addresses 

A 

255.0.0.0

0.0.0.0-127.255.255.255

B 

255.255.0.0

128.0.0.0-191.255.255.255

C 

255.255.255.0

192.0.0.0-223.255.255.255

Multicast

240.0.0.0

224.0.0.0-239.255.255.255


 

Class A Network

ระบบเครือข่ายคลาส A มีแอดเดรสเริ่มต้นตั้งแต่ 0 จนถึง 127 (Network Portion) ตัวเลขที่เหลืออีกสามส่วน เป็น host protion จะเห็นว่าเป็นระบบเครือข่ายที่ใหญ่มาก สามารถมีอุปกรณ์ (router, host ฯ) ต่างๆ ไม่ซ้ำกันได้ถึง 16 ล้านตัว ระบบเครือข่ายคลาส A ได้ถูกกำหนดให้กับบริษัทต่าง จนหมดไปนานแล้ว

Class B Network

มีแอดเดรสเริ่มตั้งแต่ 128 จนถึง 192 มีระบบเครือข่ายคลาส B อยู่ 16,000 เครือข่าย ในแต่ละเครือข่าย จะมีแอดเดรสที่ไม่ซ้ำกันอยู่ 64,000 แอดเดรส และก็ถูกกำหนดให้กับองค์กร หรือบริษัทใหญ่ๆ หมดแล้วเช่นกัน เหตุที่เครือข่ายนี้ไม่ใหญ่เท่า เครือข่ายคลาส A เนื่องจากถูกกำหนดโดย Subnet mask

Class C Network
มีแอดเดรสเริ่มตั้งแต่ 192 จนถึง 223 ซึ่งมีอยู่ประมาณ 2 ล้านเครือข่าย แต่ละเครือข่ายมีอุปกรณ์ได้สูงสุด 254 ตัว

Multicast
หรืออาจเรียกได้ว่าเป็น เครือข่ายคลาส D มีแอดเดรสเริ่มต้นตั้งแต่ 224 จนถึง 239 สำหรับใช้งานในลักษณะเหมือนกับ วิทยุหรือโทรทัศน์ คือส่งออกไปอย่างเดียว ใครจะรับก็ไปดักรับเอา ส่วนแอดเดรส 240 ถึง 247 เป็นของระบบเครือข่ายคลาส E ซึ่งในส่วนนี้เก็บไว้ใช้ในอนาคต


 

Subnet
เป็นส่วนหนึ่งของระบบเครือข่าย ซึ่งเหมือนกับแยกตัวออกมาต่างหาก แต่จะมีจุดเชื่อมต่อเพียงจุดเดียวโดยผ่าน router สิ่งที่ช่วยให้เราแยกตัวออกมาจากเครือข่าย คือ subnet mask แต่คอมพิวเตอร์ใน subnet mask เดียวกันสามารถติดต่อกันได้โดยตรง ตัวอย่าง mask ของเครือข่ายคลาส C คือ 255.255.255.0 ขอยกตัวอย่างให้ดูเช่น IP address ของคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งเป็น 192.168.1.20 คอมพิวเตอร์เครื่องนี้ก็จะสามารถติดต่อกับ คอมพิวเตอร์ที่มี IP ตั้งแต่ 192.168.1.0 - 192.168.1.255 จะไม่สามารถติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ 192.168.2.1 ได้เลยเพราะอยู่คนละ subnet

หน้าที่ OSI Model แต่ละ Layer

โดยแต่ละ Layer ของ OSI Model จะมีหน้าที่ต่างกันดังนี้

Physical Layer
ชั้น Physical เป็นการอธิบายคุณสมบัติทางกายภาพ เช่น คุณสมบัติทางไฟฟ้า และกลไกต่างๆ ของวัสุที่ใช้เป็นสื่อกลาง ตลอดจนสัญญาณที่ใช้ในการส่งข้อมูล คุณสมบัติที่กำหนดไว้ในชั้นนี้ประกอบด้วยคุณลักษณะทางกายภาพของสาย, อุปกรณ์เชื่อมต่อ (Connector), ระดับความตางศักย์ของไฟฟ้า (Voltage) และอื่นๆ เช่น อธิบายถึงคุณสมบัติของสาย Unshield Twisted Pair (UTP)


Datalink Layer

ชั้น Datalink เป็นชั้นที่อธิบายถึงการส่งข้อมูลไปบนสื่อกลาง ชั้นนี้ยังได้ถูกแบ่งออกเป็นชั้นย่อย (SubLayer) คือ Logical Link Control (LLC) และ Media Access Control (MAC) การแบ่งแยกเช่นนี้จะทำให้ชั้น LLC ชั้นเดียวสามารถจะใช้ชั้น MAC ที่แตกต่างกันออกไปได้หลายชั้น ชั้น MAC นั้นเป็นการดำเนินการเกี่ยวกับแอดเดรสทางกายภาพอย่างที่ใช้ในมาตรฐานอีเทอร์เน็ตและโทเคนริง แอดเดรสทางกายภาพนี้จะถูกฝังมาในการ์ดเครือข่ายโดยบริษัทผู้ผลิตการ์ดนั้น แอดเดรสทางกายภาพนั้นเป็นคนละอย่างกับแอดเดรสทางตรรกะ เช่น IP Address ที่จะถูกใช้งานในชั้น Network เพื่อความชัดเจนครบถ้วนสมบูรณ์ของการใช้ชั้น Data-Link นี้

Network Layer


ในขณะที่ชั้น Data-Link ให้ความสนใจกับแอดเดรสทางกายภาพ แต่การทำงานในชั้น Network จะให้ความสนใจกับแอดเดรสทางตรรกะ การทำงานในชั้นนี้จะเป็นการเชื่อมต่อและการเลือกเส้นทางนำพาข้อมูลระหวางเครื่องสองเครื่องในเครือข่ายชั้น Network ยังให้บริการเชื่อมต่อในแบบ "Connection Oriented" อย่างเช่น X.25 หรือบริการแบบ "Connectionless" เช่น Internet Protocol ซึ่งใช้งานโดยชั้น Transport ตัวอย่างของบริการหลักที่ชั้น Network มีให้คือ การเลือกส้นทางนำพาข้อมูลไปยังปลายทางที่เรียกว่า Routing
ตัวอย่างของโปรโตคอลในชั้นนี้ประกอบด้วย Internet Protocol (IP) และ Internet Control Message Protocol (ICMP)


Transport Layer


ในชั้นนี้มีบางโปรโตคอลจะให้บริการที่ค่อนข้างคล้ายกับที่มีในชั้น Network โดยมีบริการด้านคุณภาพที่ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ แต่ในบางโปรโตคอลที่ไม่มีการดูแลเรื่องคุณภาพดังกล่าวจะอาศัยการทำงานในชั้น Transport นี้เพื่อเข้ามาช่วยดูแลเรื่องคุณภาพแทน เหตุผลที่สนับสนุนการใช้งานชั้นนี้ก็คือ ในบางสถานการณ์ของชั้นในระดับล่างทั้งสาม (คือชั้น Physical, Data-Link และ Network) ดำเนินการโดยผู้ให้บริการโทรคมนาคม การจะเพิ่มความมั่นใจในคุณภาพให้กับผู้ใช้บริการก็ด้วยการใช้ชั้น Transport นี้
"Transmission Control Protocol (TCP) เป็นโปรโตคอลในชั้น Transport ที่มีการใช้งานกันมากที่สุด"

Session Layer


ชั้น Session ทำหน้าที่สร้างการเชื่อมต่อ, การจัดการระหว่างการเชื่อมต่อ และการตัดการเชื่อมต่อคำว่า "เซสชัน" (Session) นั้นหมายถึงการเชื่อมต่อกันในเชิงตรรกะ (Logic) ระหว่างปลายทางทั้งสองด้าน (เครื่อง 2 เครื่อง) ชั้นนี้อาจไม่จำเป็นต้องถูกใช้งานเสมอไป อย่างเช่นถ้าการสื่อสารนั้นเป็นไปในแบบ "Connectionless" ที่ไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อ เป็นต้น ระหว่างการสื่อสารในแบบ "Connection-less" ทุกๆ แพ็กเก็ต (Packet) ของข้อมูลจะมีข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องปลายทางที่เป็นผู้รับติดอยู่อย่างสมบูรณ์ในลักษณะของจดหมายที่มีการจ่าหน้าซองอย่างถูกต้องครบถ้วน ส่วนการสื่อสารในแบบ "Connection Oriented" จะต้องมีการดำเนินการบางอย่างเพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อ หรือเกิดเป็นวงจรในเชิงตรรกะขึ้นมาก่อนที่การรับ/ส่งข้อมูลจะเริ่มต้นขึ้น แล้วเมื่อการรับ/ส่งข้อมูลดำเนินไปจนเสร็จสิ้นก็ต้องมีการดำเนินการบางอย่างเพื่อที่จะตัดการเชื่อมต่อลง ตัวอย่างของการเชื่อมต่อแบบนี้ได้แก่การใช้โทรศัพท์ที่ต้องมีการกดหมายเลขปลายทาง จากนั้นก็ต้องมีการดำเนินการบางอย่างของระบบจนกระทั่งเครื่องปลายทางมีเสียงดังขึ้น การสื่อสารจะเริ่มขึ้นจริงเมื่อมีการทักทายกันของคู่สนทนา จากนั้นเมื่อคู่สนทนาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งวางหูก็ต้องมีการดำเนินการบางอย่างที่จะตัดการเชื่อมต่อลงชั้น Session นี้มีระบบการติดตามด้วยว่าฝั่งใดที่ส่งข้อมูลซึ่งเรียกว่า "Dialog Management"
Simple Mail Transport Protocol (SMTP), File Transfer Protocol (FTP) และ Telnet เป็นตัวอย่างของโปรโตคอลที่นิยมใช้ และมีการทำงานครอบคลุมในชั้น Session, Presentation และ Application

Presentation Layer


ชั้น Presentation ให้บริการทำการตกลงกันระหว่างสองโปรโตคอลถึงไวยากรณ์ (Syntax) ที่จะใช้ในการรับ/ส่งข้อมูล เนื่องจากว่าไม่มีการรับรองถึงไวยากรณ์ที่จะใช้ร่วมกัน การทำงานในชั้นนี้จึงมีบริการในการแปลข้อมูลตามที่ได้รับการร้องขอด้วย

Application Layer


ชั้น Application เป็นชั้นบนสุดของแบบจำลอง ISO/OSI เป็นชั้นที่ใช้บริการของชั้น Presentation (และชั้นอื่นๆ ในทางอ้อมด้วย) เพื่อประยุกต์ใช้งานต่างๆ เช่น การทำ E-mail Exchange (การรับ/ส่งอีเมล์), การโอนย้ายไฟล์ หรือการประยุกต์ใช้งานทางด้านเครือข่ายอื่นๆ


OSI Table

Layer

Functionality

Devices

Protocols/Services

7

Application Layer

Gateway

HTTP,HTTPS,Telnet,SMTP,POP3,IMAP,FTP,IRC,SSH,UUCP

6

Presentation Layer

ASCII,EBCDIC,JPEG

5

Session Layer

NFS, Named Pipes

4

Transport Layer

TCP,UDP,SPX,SCTP

3

Network Layer

Router, Switch Layer3

IPv4,IPv6,IPX,ICMP,IGMP,ARP,IPSec

2

Data-Link Layer

Bridge, Switch

Ethernet,WiFi,HDLC,FDDI,Frame relay,PPP,ATM

1

Physical Layer

Hub,Repeater

RS-232,EIA,TIA-232,V.35

OSI Model

OSI Model

OSI Model เป็น model มาตรฐานในการสื่อสารซึ่งมีวัตถุประสงค์ ใช้สำหรับการสื่อสารระหว่างระบบ 2 ระบบ ระบบจะเปิดการติดต่อสื่อสารในเค้าโครงสำหรับออกแบบ
ระบบเครือข่าย จะอนุญาตให้สื่อสารข้ามทุกรูปแบบของระบบคอมพิวเตอร์แยกเป็น 7 ชั้นแต่เกี่ยวเนื่องกันและเป็นรูปแบบมาตรฐาน ISO

OSI Model ประกอบด้วย 7 Layer

  1. Physical Layer
  2. Data link Layer
  3. Network Layer
  4. Transport Layer
  5. Session Layer
  6. Presentation Layer
  7. Application Layer




วันพฤหัสบดี, พฤศจิกายน 06, 2551

วิธีลบลูกศรออกจาก Shortcut ที่หน้า Desktop

วิธีลบลูกศรออกจาก Shortcut ที่หน้า Desktop

ขั้นตอนที่ 1>คลิ๊ก Start แล้วก็ Run>จากนั้นก็พิมพ์ regedit

ขั้นตอนที่ 2>ในช่องทางด้านซ้ายให้เลือก HKEY_CLASSES_ROOT แล้วก็ lnkfile>จากนั้นมาดูในช่องทางด้านขวา ให้เราทำการลบ IsShortcut ออกครับ จากนั้นก็ทำการปิดหน้าต่าง Registry Editor ไปแล้วทำการ Restart เครื่องเพื่อดูผล

เทคนิค Windows

1. ในขณะที่คุณกำลังจะ Restart เครื่องใหม่ ก่อนที่จะกดปุ่ม OK ให้คุณกด Shift ค้างไว้ จะทำให้คุณ Restart ได้เร็วขึ้น
2. ในบาง Web Site หากคุณกด Ctrl ค้างไว้ และเลื่อน Scroll ที่ Mouse จะทำให้ตัวอักษรของ Web Site นั้นใหญ่ขึ้น
3. หากกดปุ่ม Refresh หรือ F5 แล้วยังเป็นข้อมูลเดิม ลองกด Ctrl + F5 รับรองจะได้ข้อมูลที่ใหม่ล่าส ุดแน่ๆ
4. คุณสามารถเปิดไฟล์ Tips.txt ขึ้นมาเพื่ออ่านเทคนิคต่างๆ ได้ ซึ่งไฟล์นี้จะอยู่ใน c:\\windows ของคุณ 5. ในระหว่างที่คุณกำหลังใช้งาน IE อยู่นั้น สามารถกดปุ่ม F4 เพื่อเป็นการเปิดดู URL List ในช่อง Address ได้เลย
6. การกดปุ่ม Esc ระหว่างการใช้ IE จะทำให้ IE ของคุณนั้นหยุดโหลดได้ โดยที่ไม่ต้องกดปุ่ม Stop
7. ระหว่างการใช้ IE สามารถกดปุ่ม Alt + D หรือ Ctrl + Tab เพื่อเข้า Address bar อย่างเร็วได้
8. คุณสามารถเพิ่มความเร็วให้กับ Internet ได้โดยทำการถอดสายเครื่องโทรศัพท์ ที่มีการต่อพ่วงอยู่กับสายที่ใช้ต่อ Internet ออก
9. คุณสามารถ ไปที่ Start -> Run และพิมพ์ว่า welcome กด Enter เพื่อเปิดหน้าต่างต้อนรับของ Windows ได้
10. ที่ Notepad หรือ ICQ หากคุณลืมเปลี่ยน Mode ภาษา ให้กดปุ่ม Ctrl + Back Space เพื่อแก้คำที่พิมพ์ผิดไปแล้ว
11. คุณสามารถ เปิด Folder Desktop อย่างรวดเร็ว โดย Start -> Run พิมพ์จุด (.) ลงไปแล้วกด Enter 12. ใน IE สามารถกด Space Bar เพื่อนเลื่อนหน้า Page ลงได้ ส่วนเลื่อนขึ้นคือ Shift + Space Bar
13. ใน Windows คุณไม่สามารถ สร้าง Folder ที่ชื่อ \"con\" ได้
14. ใน IE ที่ช่อง Address ปุ่ม Ctrl+Enter สามารถช่วยคุณ ในการพิมพ์ URL ได้เร็วยิ่งขึ้น
15. การกด Ctrl ค้างเอาไว้ ตอนเวลา BOOT เครื่อง จะทำให้คุณไม่พลาด Startup Menu
16. คุณสามารถปิดนาฬิกาที่ Taskbar ได้ โดยคลิกขวาที่ Task bar > Properties > เอาเครื่องหมาย Show Click ออก
17. หากคุณกด F11 ใน Windows Explorer จะช่วยให้มีการทำงานที่สะดวกขึ้น
18. ใน ICQ การส่ง Message หากคุณกด Ctrl+Enter จะสะดวก กว่าการ Click Mouse ที่ปุ่ม send
19. คุณสามารถกด F2 เพื่อ ใช้ในการเปลี่ยนชื่อ Icon ต่างๆ ได้
20. การกด F5 ใน NotePad จะเป็นการแทรก เวลา และวันที่ปัจจุบัน
21. การกด Windows + E จะเป็นเปิด Windows Explorer ขึ้นมา
22. เปิด System Properties อย่างรวดเร็วคือการกด Window + Pause Break
23. การย่อยทุกๆ หน้าต่างที่เปิดใช้งาน ให้ยุบไปให้หมด คือการกด Window + D ถ้าจะขยายคืนมาอีก ให้กดซ้ำ
24. การเคาะวรรคในโปรแกรม Dreamweaver คือ Shift + Ctrl + Space Bar ส่วนการเว้นบรรทัดคือ Shift + Enter
25. การลบไฟล์แบบ ไม่เก็บไว้ใน Recycle Bin คือการกด Shift + Delete
26. การกด Shift ค้างไว้ เวลาใส่แผ่น CD-Rom จะเป็นการไม่ให้มันเปิด Autorun ของแผ่น CD-Rom นั้นขึ้นมา
27. การ Restart เครื่องอย่างเร็ว คือไปที่ Start -> Shut Down... -> Restart จากนั้น ก่อนที่จะ OK ให้กด Shift ค้างเอาไว้
28. ในระหว่างใช้ Browser คุณสามารถกดปุ่ม Space Bar เพื่อเลื่อนหน้าลง และ Shift + Space Bar เพื่อนเลื่อนหน้าขึ้นได้
29. กด Shift + คลิก จะเป็นการเปิดหน้าต่างขึ้นมาใหม่ โดยไม่ต้อง back กลับ
30. คุณสามารถ ไปที่ Start -> Run และพิมพ์ว่า hwinfo /ui กด Enter เพื่อดูรายงานต่างๆ ของ HardWare

ไมโครซอฟท์ตอบคำถามเรื่องชื่อ Windows 7

จากข่าว และแล้วชื่อจริงของ Windows 7 คือ Windows 7 ประเด็นเรื่องชื่อ Windows 7 เป็นที่สงสัยกันมาก จนทีมงานของไมโครซอฟท์ต้องออกมาตอบคำถามผ่านบล็อก Windows Vista Team Blog ว่าเลข 7 มาจากไหน ซึ่งไล่เลขเวอร์ชัน (ของระบบ อิงตามใน System) ได้ดังนี้Windows 1.0-3.0 ไม่มีอะไรซับซ้อน ตรงไปตรงมา Windows NT - 3.1 Windows 95 - 4.0 Windows 98 - 4.0.1998 Windows 98 SE - 4.10.2222 Windows ME - 4.90.3000 Windows 2000 - 5.0 Windows XP - 5.1 Windows Vista - 6.0 ไมโครซอฟท์ให้เหตุผลที่ใช้ XP เป็น 5.1 ถึงแม้ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ว่า การอัพเดตเลขเวอร์ชันจะมีผลต่อความเข้ากันได้ของโปรแกรม ดังนั้น Windows 7 ถึงแม้จะเป็นวินโดวส์รุ่นที่เจ็ด แต่จะใช้เลขเวอร์ชันของระบบเป็น 6.1 แทนที่มา - Windows Vista Team Blog

ไมโครซอฟท์เผยกลุ่มเมฆของตัวเอง: Windows Azure

จากข่าวเก่า ที่ไมโครซอฟท์เตรียมเปิดตัว Cloud Service ตัวใหม่ ตอนนี้ไมโครซอฟท์ได้เผยชื่ออย่างเป็นทางการออกมาแล้วที่งาน Professional Developers Conference 2008 นั่นคือ Windows Azureบริการดังกล่าวจะมีที่ตั้งอยู่ที่ศูนย์ข้อมูลของไมโครซอฟท์เอง และสนับสนุนเทคโนโลยีหลักๆ ของไมโครซอฟท์เช่น .NET Framework และ Visual Studio 2008 ซึ่งจะทำให้นักพัฒนาที่คุ้นเคยซอฟต์แวร์เหล่านี้ปรับตัวมาใช้ Cloud ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังในอนาคตยังมีแผนที่จะสนับสนุนเทคโนโลยีที่เป็นมาตรฐานอื่นๆ เช่น Eclipse, Ruby, PHP และ Python ด้วยบริการนี้ยังอยู่ในช่วง Community Technology Preview โดยยังไม่กำหนดราคา ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าทดลองบริการดังกล่าวได้ที่เว็บของไมโครซอฟท์ครับ (แต่ผมเข้าไปแล้วมันยังไม่เปิดนะ)ที่มา: Microsoft Azure Services Platform via UX Evangelist

วันเสาร์, มิถุนายน 21, 2551

USB 3.0 จะมาในไม่ช้า

เจ้าโลกอย่าง Intel กำลังซุ่มปั้นมาตรฐาน USB 3.0 เพื่อรองรับโลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า บอกใบ้ได้เลยว่า เร็วกว่าเดิม 10 เท่า แถมกินไฟน้อยกว่าอีกต่างหากคงไม่มีมนุษย์คอมพิวเตอร์คนไหนไม่รู้จักอักษร 3 ตัวนี้ U S B มันคือผู้ยิ่งใหญ่ คือมาตรฐานในแง่ของการเชื่อมต่ออุปกรณ์รอบข้างทั้งหลาย แต่แล้วไม่นานก็กลับมีมาตรฐานใหม่ที่ชื่อ FireWire 800 โผล่ขึ้นมา ซึ่งแม้จะยังมีอุปกรณ์จำนวนเพียงหยิบมือเดียวที่รองรับ แต่มันก็ทำให้ USB ไม่สามารถคุยโวในแง่ความเร็วได้อีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่สามารถพ่วงคำว่า ?ที่สุด? เข้าไปด้วยได้แล้วและนี่เองที่เป็นที่มาของยุคที่ 3 ของ USB สงครามเกทับที่คงไม่มีวันจบสิ้น อินเทลเริ่มตีปี๊บมาตรฐานใหม่ ด้วยการจัดตั้ง SuperSpeed USB Promotions Group เพื่อเป็นเครื่องรับประกันว่ามาตรฐานใหม่นี้จะเป็นที่แพร่หลายใ นหมู่อุปกรณ์ต่อพ่วงไปอีกอย่างน้อย 5 ปีหัวใจสำคัญในการออกมาตรฐานใหม่ ก็คือเรื่อง Backward Compatible ซึ่งแน่นอนว่าเจ้า 3.0 ก็ย่อมต้องไม่พลาดแน่ๆ มันรองรับการทำงานกับ USB 2.0 หรือแม้แต่ 1.1 พูดในแง่ความเร็ว SuperSpeed USB จะรองรับอัตราการรับส่งข้อมูลที่ระดับสิบเท่าของ 2.0 เดิม คือเพิ่มจาก 480 Mbps กลายเป็น 4.8 Gbps ในขณะเดียวกันกลับบริโภคพลังงานน้อยลง นั่นก็หมายความว่า การก๊อบปี้หนังขนาด 27 GB เข้าไปในอุปกรณ์พกพา จะใช้เวลาเพียง 70 วินาทีเท่านั้น จากเดิมที่ต้องใช้ถึง 15 นาทีในแง่ของพลังงานแล้วก็จะประหยัดขึ้น เพราะมีการออกแบบกลไกในการสื่อสารใหม่ คอมพิวเตอร์หรือโฮสต์จะถามอุปกรณ์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ว่ามีข้อมูลจะส่งเพิ่มหรือเปล่า จากนั้นก็จะไม่ถามอีกแล้ว เทียบกับแบบเดิมที่คอมพิวเตอร์จะถามอย่างไม่หยุดยั้งเป็นช่วงๆ และเมื่ออุปกรณ์มีข้อมูลใหม่จะส่ง ตัวอุปกรณ์เองนั่นแหละจะเป็นผู้แจ้งให้คอมพิวเตอร์ทราบ ซึ่งการออกแบบลักษณะนี้ก็น่าจะลดการกินไฟไปได้เยอะมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวะที่ไม่มีการส่งข้อมูลกัน (idle) นอกจากนั้นระบบจัดการพลังงานของ USB 3.0 ยังสามารถจัดการกับการบริโภคพลังงานได้ในลักษณะแยกแต่ละลิงก์จา กกัน ดังนั้นก็ยิ่งประหยัดไปได้อีกระดับอีกประเด็นที่ USB ตัวใหม่อยากจะแก้สิ่งผิดพลาดในอดีตก็คือเรื่อง Virtualization ทาง Promotion Group ต้องการออกแบบให้แน่ใจว่า ซอฟต์แวร์หรือแอพพลิเคชันในระบบ Virtual Machine สามารถเข้ามาใช้งานอุปกรณ์ USB 3.0 ได้โดยไม่ต้องมีซอฟต์แวร์ตัวกลางมาช่วยประเด็นสุดท้ายที่น่าสนใจคือเรื่องไดรเวอร์ของอุปกรณ์เก็บข้อมู ล ปัจจุบันไดรเวอร์อุปกรณ์เก็บข้อมูลของ USB 2.0 นั้นรองรับความเร็วในการสื่อสารสูงสุดแค่ที่ 32 Mbps ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการออกแบบโมเดลของไดรเวอร์ใหม่ ซึ่งแม้ว่าจริงๆ แล้ว เรื่องไดรเวอร์ของฮาร์ดดิสก์จะเป็นประเด็นที่อยู่นอกขอบข่ายการ ออกมาตรฐาน USB แต่ทางกลุ่มทำงานก็อยากจะประสานงานไปทางกลุ่มผู้สร้างไดรเวอร์ฮ าร์ดดิสก์ด้วย เพื่อให้มาตรฐาน USB ถูกใช้ประโยชน์เต็มประสิทธิภาพร่างมาตรฐานสุดท้ายของ USB 3.0 คาดว่าจะสำเร็จได้ราวกลางปี 2008 และเราน่าจะได้เริ่มเห็นอุปกรณ์ออกสู่ตลาดช่วงต้นปี 2000

วันอาทิตย์, เมษายน 20, 2551

Set edit plus compile run php

1. ไปที่ Toosl -> Configure User Tools …
2. Click ที่ปุ่ม Group Name… ครับ เราจะเปลี่ยนชื่อ "Group 1″ ให้เป็น PHP พอมันขึ้นหน้าต่าง Rename User Tool Group คุณก็ใส่คำว่า PHP ลงไปแล้ว Click ที่ Ok
3. Click ที่ปุ่ม Add Tool >> Program
4. จะ Add php.exe ให้คุณใส่ชื่ออะไรก็ได้ครับ ลงในช่อง Menu Text: จากนั้นที่ช่อง Command ให้ Click ที่ปุ่ม … ครับ เพื่อ Browser ไปยังที่อยู่ของ php.exe
5. จากนั้นมาดูที่ Argument: ให้คุณ click ที่ปุ่มลูกศรลงครับ มันจะมีตัวแปรให้เลือก ให้คุณเลือกเป็น File Name เท่านี้แหละครับ
6. ช่อง Initial directory ไป click ที่ปุ่มลูกศรลง แล้วเลือก File Directory จากนั้นคุณ Click ที่ [ ] Capture output ครับ เพื่อให้มันส่งผลของการ compile มาแสดงใน EditPlus ด้วย แล้วก็ Click Apply ครับผม

AJAX คืออะไร?

ถ้าสรุปอย่างสั้นๆ ภายในประโยคเดียว AJAX คือเทคโนโลยีที่ทำให้เว็บไม่ต้อง Reload อย่างที่เคย

ลองเปรียบเทียบกับเว็บแบบปกติดูนะครับ เมื่อเราเปิดเว็บขึ้นมาซักหน้า คลิกที่ลิงก์อันใดอันหนึ่งในหน้านั้น ขั้นตอนการทำงานที่เรามองไม่เห็นก็จะเริ่มขึ้น เว็บเบราว์เซอร์จะร้องขอข้อมูลของเว็บเพจหน้าใหม่ไปยังเว็บเซิร์ฟเวอร์ จากนั้นเว็บเซิร์ฟเวอร์จะสร้างหน้าเว็บขึ้นมาทั้งหน้า และส่งกลับมาให้เว็บเบราว์เซอร์ในรูปข้อมูลตัวหนังสือ เป็นโค้ด HTML อย่างที่เราคุ้นเคยกันดี เบราว์เซอร์จะทำการประมวลผล HTML แล้ววาดออกมาเป็นกราฟิกบนหน้าจอของผู้ใช้ โดยจะวาดแทนที่เว็บหน้าเดิมที่เราเปิดอยู่

สำหรับเว็บที่ใช้ AJAX นั้นจะต่างออกไป เมื่อคลิกที่ลิงก์ ส่วนที่ทำงานจะไม่ใช่การร้องขอแบบ HTTP ตามปกติ แต่จะเป็นตัวโค้ดของ AJAX เอง ที่ร้องขอข้อมูลด้วยวิธีที่เรียกว่า XMLHttpRequest (ซึ่งจะกล่าวต่อไป) เจ้า XMLHttpRequest จะร้องขอข้อมูลใหม่ที่ต้องการจากเซิร์ฟเวอร์ เมื่อเซิร์ฟเวอร์ส่งกลับมา AJAX จะเอาข้อมูลนั้นมาแสดงผล โดยเปลี่ยนเฉพาะบางส่วนของเว็บเพจหน้านั้นเท่านั้น ไม่จำเป็นต้อง Reload หน้าใหม่


ตัวอย่างที่น่าจะเห็นภาพกว่า คือ Google Maps

เมื่อเราเปลี่ยนระดับการซูมแผนที่ หรือย้ายตำแหน่งของแผนที่ ถ้าเป็นเว็บเพจแบบดั้งเดิมจะต้องเรียกหน้าใหม่ทั้งหมด แต่ด้วย AJAX ข้อมูลใหม่ซึ่งในกรณีนี้คือภาพแผนที่ตำแหน่งอื่นจะถูกส่งเข้ามา และวาดแทนแผนที่พิกัดเก่า ทำให้เราอยู่ที่เว็บเพจหน้าเดิมได้ตลอดเวลา แค่เปลี่ยนข้อมูลของแผนที่เท่านั้น

ลองจินตนาการดูสิครับว่าการเข้ามาของ AJAX จะทำให้เว็บเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน

ถึงแม้ว่าเราจะใช้เว็บแอพพลิเคชันแทนแอพพลิเคชันแบบดั้งเดิมมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เว็บยังมีข้อจำกัดมากมาย ที่ไม่สามารถทดแทนแอพพลิเคชันแบบเดิมได้ ข้อจำกัดที่สำคัญคือพฤติกรรมของเว็บ ที่อยู่ในรูปเอกสารเป็นหน้าๆ แต่ละหน้าแยกขาดจากกัน และเชื่อมโยงกันอย่างหลวมๆ ด้วยไฮเปอร์ลิงก์ การใช้งานจำเป็นต้องพึ่งปุ่ม Back, Forward, Reload และ Stop ของเว็บเบราว์เซอร์เป็นหลัก ทำให้ขาดความยืดหยุ่นและความรวดเร็วในการตอบสนอง อย่างที่แอพพลิเคชันแบบเดิมมีให้เรามาตลอด ไม่เชื่อลองเปรียบเทียบการเขียนอีเมลแบบเว็บเมล กับการเขียนอีเมลในโปรแกรมอย่าง Outlook หรือ Thunderbird ดูสิครับว่าต่างกันขนาดไหน


AJAX ทำให้เว็บมีความสามารถเข้าใกล้กับแอพพลิเคชันแบบเดิมมากขึ้น เพราะไม่ต้อง Reload หน้าใหม่ทุกครั้งเมื่อเว็บเพจมีการเปลี่ยนแปลง และบวกกับลูกเล่นต่างๆ ที่สุดแล้วแต่นักพัฒนาเว็บจะขุดมาให้เราได้ใช้ ยิ่งทำให้เว็บแอพพลิเคชันใช้งานได้จริงเพิ่มมากขึ้นไปอีก ทุกวันนี้ความรู้สึกของผมเองที่ใช้ Gmail หรือ Yahoo! Mail ตัวใหม่นั้นแทบไม่ต่างกับการใช้ Outlook เลย จะดีกว่าเสียอีกตรงที่ใช้เครื่องไหนก็ได้ ไม่ต้องลงโปรแกรม ขอมีเพียงแค่เว็บเบราว์เซอร์ก็พอเพียง

AJAX ประกอบด้วยอะไรบ้าง?

จริงๆ แล้ว AJAX ไม่ใช่ของใหม่อะไรเลย ตัวมันเองไม่ใช้เทคโนโลยีเดี่ยวๆ ด้วยซ้ำ AJAX เป็นชื่อเรียกการทำงานร่วมกันของเทคโนโลยีที่เราคุ้นเคยหลายตัว ไม่ว่าจะเป็น XML, JavaScript หรือของใหม่หน่อยอย่าง XMLHttpRequest

เทคโนโลยีที่ประกอบกันเป็น AJAX มีทั้งหมด 5 ตัวXHTML และ CSS ซึ่งใช้ในการแสดงผลหน้าเว็บตามปกติDOM หรือ Document Object Model ใช้กำหนดตำแหน่งในเว็บเพจ ที่เราต้องการเปลี่ยนแปลงข้อมูลโดยไม่ต้อง Reload เช่น ระบุว่าให้แก้ข้อมูลที่ table ชื่ออะไร เป็นต้นXML ใช้ในการเก็บข้อมูลดิบXMLHttpRequest ใช้ในการเรียกข้อมูลแบบไม่ต้องเรียกเว็บใหม่ทั้งหน้าและ JavaScript ในการเชื่อมทั้งหมดเข้าด้วยกัน จะเห็นว่าทั้ง XHTML, CSS, XML, JavaScript และ DOM เป็นเทคโนโลยีเว็บที่มีมานานแล้ว XMLHttpRequest เองก็ไม่ใช่ของใหม่ ไมโครซอฟท์คิดขึ้นมาตั้งแต่สมัย Internet Explorer 5.0 ในปี ค.ศ. 1999 ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เทคโนโลยีที่ยอมรับโดย W3C แต่ปัจจุบันเว็บเบราว์เซอร์หลักแทบทุกตัวก็รองรับ XMLHttpRequest เป็นอย่างดีการที่เว็บเบราเซอร์ส่วนมากสนับสนุนเทคโนโลยีในชุด AJAX นี้ทำให้ AJAX ได้เปรียบเทคโนโลยีอินเตอร์แอคทิฟแบบอื่นๆ (Flash หรือ Java Applet) เป็นอย่างมาก เพราะไม่จำเป็นต้องติดตั้ง Flash Player Plugin หรือ Java Runtime Environment ก่อนแม้แต่น้อยมีเว็บจำนวนมากที่ใช้เทคโนโลยีทั้งหมดทำงานร่วมกันมาก่อนแล้ว เพียงแต่ไม่มีใครคิดจะเรียกชื่อการทำงานของมันเท่านั้น เมื่อเว็บสมัยใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ต้นปี ค.ศ. 2005 Jesse James Garrett แห่งบริษัท Adaptive Path ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเริ่มต้นเรียกมันว่า AJAX ซึ่งกลายเป็นคำฮิตนับตั้งแต่ตอนนั้นAJAX ในความหมายของ Garrett ย่อมาจาก Asynchronous JavaScript And XML คำว่า Asynchronous นั้นหมายถึงการเรียกข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์เมื่อไรก็ได้ โดยไม่ต้องเรียกใหม่ทั้งหมดเหมือนเว็บแบบดั้งเดิม

ใครใช้ AJAX บ้าง?

ถ้าจะให้ไล่รายชื่อจริงๆ มีเยอะมากจนไล่ไม่หมด แต่บริษัทใหญ่ 3 แห่งที่นำ AJAX มาใช้ ก็หนีไม่พ้น Google, Yahoo! และไมโครซอฟท์ล่ะครับบริการของ Google หลายอย่างที่ใช้ AJAX และเรามักจะคุ้นมากกว่าของค่ายอื่น เริ่มจากหัวหอกคือ Google Maps (ซึ่งรวมถึง Google Local) และ Gmail ไปจนบริการที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักอย่าง Google Suggest และ Writely เวิร์ดโปรเซสเซอร์ผ่านเว็บที่ Google เพิ่งซื้อกิจการไปส่วนฝั่ง Yahoo! ดูจะมีชื่อเสียงห่างไกลจาก Google อยู่บ้าง แต่ความจริง Yahoo! เป็นค่ายที่ลงทุนใน AJAX หนักมาก นอกจากบริการของ Yahoo! เองจะใช้ AJAX แล้ว Yahoo! ยังเข้าซื้อกิจการเว็บจำนวนมากที่เป็นผู้นำในด้านนี้อีกด้วย ตัวอย่างคือ บริการเก็บรูปออนไลน์ Flickr เป็นต้นยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์นั้นดูจะเริ่มต้นช้าไปนิดเมื่อเทียบกับคู่แข่งทั้งสอง แต่ตอนนี้ไมโครซอฟท์มีบริการในตระกูล Windows Live อีกจำนวนมากที่กำลังทยอยเปิดตัว MSN Virtual Earth ซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงของ Google Maps ก็ใช้ AJAX เช่นกันนอกจากนี้ยังมีเว็บไซต์หน้าใหม่จำนวนมากที่นำเอา AJAX มาเป็นจุดขายในการสร้างเว็บแอพพลิเคชัน เช่น เว็บพอร์ทัลNetvibes, เว็บจัดการโครงการ Basecamp เป็นต้น เว็บไซต์แบบเดิมๆ เองก็นำเอา AJAX มาใส่เป็นลูกเล่นด้วยเช่นกัน ตัวอย่างคือการทำ Live Comment (ตอบคอมเมนต์โดยไม่ต้อง Reload หน้าใหม่) หรือ Live Search (พิมพ์แล้วเห็นผลการค้นหาทันที)

เริ่มต้นกับ AJAX

เราสามารถเริ่มเขียนเว็บแบบ AJAX ได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้อะไรช่วย เพราะ AJAX ก็คือการเขียนเว็บที่ใช้ JavaScript เรียกข้อมูลด้วยวิธี XMLHttpRequest เท่านั้น อย่างไรก็ตามเริ่มมีเครื่องมือช่วยเหลือในการสร้างเว็บแบบ AJAX จำนวนมากกำลังออกมาในท้องตลาด

AJAX Toolkit ที่น่าสนใจ

IBM AJAX Toolkit Framework – ใช้ร่วมกับ Eclipse
http://www.eclipse.org/proposals/atf

SAJAX – Simple AJAX Toolkit
http://www.modernmethod.com/sajax

Zimbra AJAX Toolkit
http://www.zimbra.com/community/ajaxtk_download.html


Microsoft “Atlas”
http://www.asp.net/ajax/Default.aspx

Yahoo! UI Library
http://developer.yahoo.com/yui/


script.aculo.us! - เป็นไลบรารีจาวาสคริปต์สำหรับสร้างเอฟเฟกต์
http://script.aculo.us/


ไม่จำเป็นต้องใช้ AJAX เสมอไป

การนำ AJAX มาใช้ทำให้เว็บมีพฤติกรรมการใช้งานใกล้เคียงกับแอพพลิเคชันมากขึ้น ทำให้ใช้ง่ายขึ้นก็จริง แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้พฤติกรรมการใช้เว็บเบราว์เซอร์เปลี่ยนไปด้วย ผู้ใช้เว็บที่คุ้นเคยกับการใช้ปุ่ม Back เพื่อถอยหลัง ใช้ปุ่ม Reload เพื่อเรียกหน้าใหม่ เก็บหน้าที่ชอบไว้ใน Bookmarks จะต้องเปลี่ยนการใช้งานทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีเลยสมมติว่าเว็บไซต์แห่งหนึ่งใช้ AJAX ทั้งหมดในการเรียกข้อมูล เว็บนั้นจะมีเพียงหน้าแรกเพียงหน้าเดียว (เพราะไม่ต้องเรียกหน้าใหม่ขึ้นมาแทนที่) ในกรณีแบบนี้เมื่อกดลิงก์อะไรไป จะไม่สามารถกด Back เพื่อย้อนกลับไปสถานะเดิมได้ ผู้สร้างเว็บต้องเตรียมวิธีการยกเลิกหรือย้อนกลับเอาไว้รอเมื่อกดปุ่ม Reload ข้อมูลเว็บจะกลับไปสู่สถานะเริ่มต้นทั้งหมด ปัญหานี้สามารถแก้ได้โดยระบบสมาชิก และจำค่าของสมาชิกแต่ละคนผู้อ่านจะไม่สามารถเก็บหน้าที่สนใจไว้ใน Bookmarks ได้ เพราะเว็บแห่งนี้มีเพียงหน้าเดียวนอกจากปัญหาด้านพฤติกรรมในการใช้งานแล้ว AJAX ยังมีปัญหาถ้าเจอกับการเชื่อมต่อเครือข่ายที่รวดเร็วไม่เพียงพอ ซึ่งจะทำให้ XMLHttpRequest ตีความการตอบสนองของผู้ใช้หรือเซิร์ฟเวอร์ผิดได้ และการใช้ AJAX จะทำให้เว็บเพจมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นสูงมาก ซึ่งยากต่อนักพัฒนาเว็บในการตรวจสอบข้อผิดพลาด ดังนั้นควรใช้ AJAX เท่าที่จำเป็น

วันเสาร์, เมษายน 19, 2551

ปัญหาจอฟ้า (Blue Screen)

รวมโค้ดที่ขึ้น จะได้หาทางแก้ถูกทางครับคำว่า Blue Screen คนเล่นคอม จะรู้จักดีและเป็นสิ่งที่ทุกคนกลัวไม่อยากให้เกิดกับเครื่องของตน เพราะถ้าเกิดนั้นเป็นสัญญาณบอกเหตุว่าคอมของตนเริ่มมีปัญหา แต่ที่น่าเจ็บใจคือมันบอกเป็นเลขรหัสที่เราๆ ท่านๆ ต้องงงเพราะไม่รู้ว่ามันหมายความว่าอะไร และจะมีทางแก้ไขอย่างไร ผมไปอ่านเจอมาว่าแต่ละตัวมีความหมายอย่างไร ก็ลองแปลมาให้คุณๆ ได้อ่าน คิดว่าน่าจะเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา ได้บ้าง รหัสที่แจ้งของ Blue Screen จริงๆมีเกินร้อยตัว

1.(stop code 0X000000BE) Attempted Write To Readonly Memoryสาเหตุและแนวทางแก้ไข: อาการนี้เกิดจากการลง driver หรือ โปรแกรม หรือ service ที่ผิดพลาด เช่น ไฟล์บางไฟล์เสีย ไดร์เวอร์คนละรุ่นกัน ทางแก้ไขให้ uninstall โปรแกรมตัวที่ลงก่อนที่จะเกิดปัญหานี้ ถ้าเป็นไดร์เวอร์ก็ให้ทำการ roll back ไดร์เวอร์ตัวเก่ามาใช้ หรือ หาไดร์เวอร์ที่ล่าสุดมาลง (กรณีที่มีใหม่กว่า) ถ้าเป็นพวก service ต่างๆที่เราเปิดก่อนเกิดปัญหาก็ให้ทำการปิด หรือ disable ซะ

2.(stop code 0X000000C2) Bad Pool Callerสาเหตุและแนวทางแก้ไข: ตัวนี้จะคล้ายกับตัวข้างบน แต่เน้นที่พวก hardware คือเกิดจากอัฟเกรดเครื่องพวก Hardware ต่าง เช่น ram ,harddisk การ์ดต่างๆ ไม่ compatible กับ XP ทางแก้ไขก็ให้เอาอุปกรณ์ที่อัฟเกรดออก ถ้าจำเป็นต้องใช้ก็ให้ลงไดร์เวอร์ หรือ อัฟเดท firmware ของอุปกรณ์นั้นใหม่ และคำเตือนสำหรับการจะอัฟเดท ให้ปิด anti-virus ด้วยนะครับ เดียวมันจะยุ่งเพราะพวกโปรแกรม anti-virus มันจะมองว่าเป็นไวรัส

3.(stop code 0X0000002E) Data Bus Errorสาเหตุและแนวทางแก้ไข: อาการนี้เกิดจากการส่งข้อมูลที่เรียกว่า BUS ของฮาร์ดแวร์เสียหาย ซึ่งได้แก่ ระบบแรม ,cache L2 ของซีพียู , เมมโมรีของการ์ดจอ, ฮาร์ดดิสก์ทำงานหนักถึงขั้น error (ร้อนเกินไป) และเมนบอร์ดเสีย

4.(stop code 0X000000D1)Driver IRQL Not Less Or Equalสาเหตุและแนวทางแก้ไข: อาการไดร์เวอร์กับ IRQ(Interrupt Request ) ไม่ตรงกัน การแก้ไขก็เหมือนกับ error ข้อที่ 1

5. (stop code 0X0000009F)Driver Power State Failure สาเหตุและแนวทางแก้ไข: อาการนี้เกิดจาก ระบบการจัดการด้านพลังงานกับไดรเวอร์ หรือ service ขัดแย้งกัน เมื่อคุณให้คอมทำงานแบบ"hibernate" แนวทางแก้ไข ถ้าวินโดวส์แจ้ง error ไดร์เวอร์หรือ service ตัวไหนก็ให้ uninstall ตัวนั้น หรือจะใช้วิธี Rollback driver หรือ ปิดระบบจัดการพลังงานของวินโดวส์ซะ

6.(stop code 0X000000CE) Driver Unloaded Without Cancelling Pending Operationsสาเหตุและแนวทางแก้ไข:อาการไดร์เวอร์ปิดตัวเองทั้งๆ ทีวินโดวส์ยังไม่ได้สั่ง การแก้ไขให้ทำเหมือนข้อ 1

7.(stop code 0X000000F2)Hardware Interrupt Storm สาเหตุและแนวทางแก้ไข: อาการที่เกิดจากอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ เช่น USB หรือ SCSI controller จัดตำแหน่งกับ IRQ ผิดพลาด สาเหตุจากไดร์เวอร์หรือ firmware การแก้ไขเหมือนกับข้อ 1

8.(stop code 0X0000007B)Inaccessible Boot Deviceสาเหตุและแนวทางแก้ไข:อาการนี้จะมักเจอตอนบูตวินโดวส์ จะมีข้อความบอกว่าไม่สามารถอ่านข้อมูลของไฟล์ระบบหรือ boot partitions ได้ ให้ตรวจฮาร์ดดิสก์ว่าปกติหรือไม่ สายแพหรือสายไฟที่เข้าฮาร์ดดิสก์หลุดหรือไม่ ถ้าปกติดีก็ให้ตรวจไฟล์ boot.ini อาจจะเสีย หรือไม่ก็มีการทำงานแบบmulti OS ให้ตรวจดูว่าที่ไฟล์นี้อาจเขียน config ของ OS ขัดแย้งกันอีกกรณีหนึ่งที่เกิด error นี้ คือเกิดขณะ upgrade วินโดวส์ สาเหตุจากมีอุปกรณ์บางตัวไม่ compatible ให้ลองเอาอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นหรือคิดว่ามีปัญหาออก เมื่อทำการ upgrade วินโดวส์ เรียบร้อย ค่อยเอาอุปกรณ์ที่มีปัญหาใส่กลับแล้วติดตั้งด้วยไดร์เวอร์รุ่นล่าสุด

9. (stop code 0X0000007A) Kernel Data Inpage Errorสาเหตุและแนวทางแก้ไข:อาการนี้เกิดมีปัญหากับระบบ virtual memory คือวินโดวส์ไม่สามารถอ่านหรือเขียนข้อมูลที่ swapfile ได้ สาเหตุอาจเกิดจากฮาร์ดดิสก์เกิด bad sector, เครื่องติดไวรัส, ระบบ SCSI ผิดพลาด, RAM เสีย หรือ เมนบอร์ดเสีย


10. (stop code 0X00000077) Kernel Stack Inpage Errorสาเหตุและแนวทางแก้ไข:อาการและสาเหตุเดียวกับข้อ 9

11. (stop code 0X0000001E) Kmode Exception Not Handled สาเหตุและแนวทางแก้ไข:อาการนี้เกิดการทำงานที่ผิดพลาดของไดร์เวอร์ หรือ service กับ หน่วยความจำ และ IRQ ถ้ามีรายชื่อของไฟล์หรือ service แสดงออกมากับ error นี้ให้ทำการ uninstall โปรแกรมหรือทำการ roll back ไดร์เวอร์ตัวนั้นถ้ามีการแจ้งว่า error ที่ไฟล์ win32k สาเหตุเกิดจาก การ control software ของบริษัทอื่นๆ (Third-party) ที่ไม่ใช้ของวินโดวส์ ซึ่งมักจะเกิดกับพวก Networking และ Wireless เป็นส่วนใหญ่Error นี้อาจจะเกิดสาเหตุอีกอย่าง นั้นคือการ run โปรแกรมต่างๆ แต่หน่วยความจำไม่เพียงพอ

12. (stop code 0X00000079)Mismatched Halสาเหตุและแนวทางแก้ไข:อาการนี้เกิดการทำงานผิดพลาดของ Hardware Abstraction Layer (HAL) มาทำความเข้าใจกับเจ้า HAL ก่อน HAL มีหน้าที่เป็นตัวจัดระบบติดต่อระหว่างฮาร์ดแวร์กับซอฟท์แวร์ว่าแอปพลิเคชั่นตัวไหนวิ่งกับอุปกรณ์ตัวไหนให้ถูกต้อง ยกตัวอย่าง คุณมีซอฟท์แวร์ที่ออกแบบไว้ใช้กับ Dual CPU มาใช้กับเมนบอร์ดที่เป็น Single CPU วินโดว์ก็จะไม่ทำงาน วิธีแก้คือ reinstall วินโดวส์ใหม่สาเหตุอีกประการการคือไฟล์ที่ชื่อ NToskrnl.exe หรือ Hal.dll หมดอายุหรือถูกแก้ไข ให้เอา Backup ไฟล์ หรือเอา original ไฟล์ที่คิดว่าไม่เสียหรือเวอร์ชั่นล่าสุดก๊อปปี้ทับไฟล์ที่เสีย

13. (stop code 0X0000003F)No More System PTEsสาเหตุและแนวทางแก้ไข:อาการนี้เกิดจากระบบ Page Table Entries (PTEs) ทำงานโดย Virtual Memory Manager (VMM) ผิดพลาด ทำให้วินโดวส์ทำงานโดยไม่มี PTEs ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับวินโดวส์ อาการนี้มักจะเกิดกับการที่คุณทำงานแบบ multi monitorsถ้าคุณเกิดปัญหานี้บ่อยครั้ง คุณสามารถปรับแต่ง PTEs ได้ใหม่ ดังนี้
1. ให้เปิด Registry ขึ้นมาแก้ไข โดยไปที่ Start > Run แล้วพิมพ์คำสั่ง Regedit
2. ไปตามคีย์นี้ HKEY_LOCAL_MACHINESYSTEMCurrentControlSetControlSession ManagerMemory Management
3. ให้ดูที่หน้าต่างขวามือ ดับคลิกที่ PagedPoolSize ให้ใส่ค่าเป็น 0 ที่ Value data และคลิก OK4. ดับเบิลคลิกที่ SystemPages ถ้าคุณใช้ระบบจอแบบ Multi Monitor ให้ใส่ค่า 36000 ที่ Value data หรือใส่ค่า 40000 ถ้าเครื่องคุณมี RAM 128 MB และค่า 110000 ในกรณีที่เครื่องมี RAM เกินกว่า 128 MB แล้วคลิก OK รีสตาร์ทเครื่อง

14. (stop code 0X00000024) NTFS File Systemสาเหตุและแนวทางแก้ไข:อาการนี้สาเหตุเกิดจากการรายงานผิดพลาดของ Ntfs.sys คือไดร์เวอร์ของ NTFS อ่านและเขียนข้อมูลผิดพลาด สาเหตูนี้รวมถึง การทำงานผิดพลาดของ controller ของ IDE หรือ SCSI เนื่องจากการทำงานของโปรแกรมสแกนไวรัส หรือ พื้นที่ของฮาร์ดดิสก์เสีย คุณๆสามารถทราบรายละเอียดของerror นี้ได้โดยให้เปิดดูที่ Event Viewer วิธีเปิดก็ให้ไปที่ start > run แล้วพิมพ์คำสั่ง eventvwr.msc เพื่อเปิดดู Log file ของการ error โดยให้ดูการ error ของ SCSI หรือ FASTFAT ในหมวด System หรือ Autochk ในหมวด Application

15. (stop code 0X00000050)Page Fault In Nonpaged Areaสาเหตุและแนวทางแก้ไข:อาการนี้สาเหตุการจากการผิดพลาดของการเขียนข้อมูลในแรม การแก้ไขก็ให้ทำความสะอาดขาแรมหรือลองสลับแรมดูหรือไม่ก็หาโปรแกรมที่ test แรมมาตรวจว่าแรมเสียหรือไม่


16. (stop code 0Xc0000221)Status Image Checksum Mismatchสาเหตุและแนวทางแก้ไข:อาการนี้สาเหตุมาจาก swapfile เสียหายรวมถึงไดร์เวอร์ด้วย การแก้ไขก็เหมือนข้อ 15


17. (stop code 0X000000EA) Thread Stuck In Device Driver สาเหตุและแนวทางแก้ไข:อาการของ error นี้คือการทำงานของเครื่องจะทำงานในแบบวนซ้ำๆ กันไม่สิ้นสุด เช่นจะรีสตร์ทตลอด หรือแจ้งerror อะไรก็ได้ขึ้นมาไม่หยุด ปัญหานี้ สาเหตุอาจจะเกิดจาก bug ของโปรแกรมหรือสาเหตุอื่นๆ เป็นร้อย การแก้ไขให้พยายามทำตามนี้

1.ให้ดูที่ power supply ของคุณว่าจ่ายกำลังไฟเพียงพอกับความต้องการของคอมคุณหรือไม่ ให้ดูว่าในเครื่องคุณมีอุปกรณ์มากไปไม่เหมาะกับ power supply ของคุณ ก็ให้เปลื่ยนตัวใหม่ให้กำลังมากขึ้น ปัญหานี้ผมเคยมีประสพการณ์แล้ว 2 ครั้ง คือ
2. ให้คุณดูที่การ์ดจอว่าได้ใช้ไดร์เวอร์ตัวล่าสุด ถ้าแน่ใจว่าใช้ตัวล่าสุดแล้วยังมีอาการ ก็ให้ทำการ Rollback ไดร์เวอร์ตัวก่อนที่จะเกิดปัญหา
3. ตรวจดูการ์ดจอและเมนบอร์ดว่าเสียหรือไม่เช่น มีรอยไหม้, ลายวงจรขาด มีชิ้นสวนบางชิ้นหลุดจากตำแหน่งเดิม เป็นต้น
4. ดูที่ bios ว่าส่วนของ VGA slot เลือกโหมด 4x,8x ถูกตามสเปกของการ์ดหรือไม่
5. เช็คดูที่ผู้ผลิตเมนบอร์ดว่ามีไดร์เวอร์ตัวใหม่หรือไม่ ถ้ามีให้โหลดลงใหม่ซะ
6. ถ้าคุณมีการ์ดแลนหรือเมนบอร์ดของคุณมี on board อยู่ให้ disable ฟังก์ชั่น "PXE Resume/Remote Wake Up" โดยไปปิดที่ BIOS


18. (stop code 0X0000007F) unexpected Kernel Mode Trap สาเหตุและแนวทางแก้ไข:อาการนี้ส่วนใหญ่จะเป็นกับนัก overclock (ผมก็คนหนึ่ง) เป็นอาการ RAM ส่งข้อมูลให้ CPU ไม่สัมพันธ์กันคือ CPU วิ่งเร็วเกินไป หรือร้อนเกินไปสาเหตุเกิดจากการ overclock วิธีแก้ก็คือลด clock ลงมาให้เป็นปกติ หรือ หาทางระบายความร้อนจาก CPU ให้มากที่สุด

19. (stop code 0X000000ED)Unmountable Boot Volume สาเหตุและแนวทางแก้ไข:อาการที่วินโดวส์หาฮาร์ดดิสก์ไม่เจอ (ไม่ใช่ตัวบูตระบบ) ในกรณีที่คุณมีฮาร์ดดิสก์หลายตัว หนึ่งในนั้นคุณอาจใช้สายแพของฮาร์ดดิสก์ผิด เช่น ฮาร์ดดิสก์เป็นแบบ 33MB/secound ซึ่งต้องใช้สายแพ 40 pin แต่คุณเอาแบบ 80 pin ไปต่อแทน

วันพุธ, เมษายน 16, 2551

ฆ่าไวรัส AdobeR.exe Win32/RJump.A

ฆ่าไวรัส AdobeR.exe Win32/RJump.A

วิธีกำจัดไวรัส AdobeR.exe Win32/RJump.A
ไวรัสตัวนี้ผมยังไม่เป็นมีใครเขียนวิธีแก้อย่างละเอียดครับ
ผมก็เลยช่วยเขียนแจกทุกที่โดนไวรัสตัวนี้ครับ
ไวรัสตัวนี้เท่าผมเคยเจอเนี่ยติดจากแฮนดี้ไดว์ฟครับ
ก่อนจะบอกวิธีแก้บอกวิธีป้องกันก่อนละกันนะครับ
เราควรปิดไม่ให้แฮนดี้ไดว์ฟเปิดเองอัตโนมัติเวลาเสียบ
เพราะปกติเสียบแฮนดี้ไดว์ฟปุ๊บ ก็จะเด้งขึ้นขึ้นมา
ถามเราว่าจะเปิดแฮนดี้ไดว์ฟด้วยโปรแกรมอะไรซึ่งหากว่าในแฮนดี้ไดว์ฟนั้นมีไฟล์Autorun.inf
อยู่ มันก็จะเปิดตามคำสั่งที่อยู่ในไฟล์Autorun.infโดยอัตโนมัต
ซึ่งแล้วแต่ไวรัสว่ามันจะเขียนคำสั่งให้รันตัวไหนขึ้นมาไฟล์Autorun.infสามารถเปิดอ่านได้โดยดับเบิ้ลคลิกได้เลยไม่เป็นอันตรายครับ
วิธีปิดไม่ให้แฮนดี้ไดว์ฟเปิดเองอัตโนมัต
Start ----> Run ---> gpedit.msc ---->Computer
Configuration--->Administrative Templetes ----> system
--->ดูในช่องขวามือ ดับเบิ้ลคลิกคำว่า
Turn Off Auto play เลือกเป็น Enabled ในช่อง Turn Off Auto playon =
All drives กด OK เสร็จครับ แล้วเวลาเสียบแฮนดี้ไดว์ฟเข้า My computer
เพื่อความปลอดภัยอย่าไปดับเบิ้ลคลิกแฮนดี้ไดว์ฟนะครับ
ควรคลิกขวาดูว่ามีคำว่า Auto หรือ Auto run ไหม หากมีอะใช่เลย
มีไวรัสแน่นอนครับ
ให้เราเลือกOpenนะครับ แล้วเราก็ไปลบไฟล์ ไปลบไฟล์ไวรัสในนั้นกันครับ
โดย ไปที่ My computer -->Tools --> Folder options -->View -->
หัวข้อ Hiden files and folder ใต้นั้นให้ติ๊กเลือก Show hiden file
and folder แล้วติ๊กถูกสองบรรทัดล่างออกด้วยครับ แล้วOK
(อย่าทำกลับคืนนะครับ)
แล้วคลิกขวาที่แฮนดี้ไดว์ฟ เลือก Open แล้วลบไฟล์ Autorun.inf
Adober.exe msvcr71.dll ravmonlog สังเกตง่ายมันจะจางๆอะครับ
หากลบไม่ได้แสดงว่าไวรัสมันทำงานอยู่นั่นหมายความว่าคุณเผลอดับเบิ้ลคลิกแฮนดี้ไดว์ฟ
ให้คุณกด Ctrl+Alt+Delete โปรแกรม Task Manager จะขึ้นมานะครับ
หลังจากนั้นให้คุณเลือกใน แถบProcesses หาโปรแกรมที่ชื่อว่า AdobeR.exe
หลังจากนั้นให้คุณกด End Task แล้วกด OKได้เลยครับ
แล้วก็ไปลบไฟล์AdobeR.exe ใน C:\WINDOWS\
แล้วก็ไปลบคำสั่งในรีจิสทรี้ครับ โดย
Start ----> Run --->regedit
-->HKEY_LOCAL_MACHINE/Software/Microsoft/Windows/CurrentVersion/Run
แล้วมองขวามือลบDWORDชื่อว่า RAVD
แล้วก็ปิดครับ ก็เสร็จแล้วครับ

วันอังคาร, เมษายน 15, 2551

สุดยอดทิปครับลงวินโด้ใหม่โดยไม่ต้องฟอเมตไม่ต้องลงโปรแกรมใหม่เจ๋ง!!!

ลง Windows อย่างเดียว
1. เปิดเครื่องบูตเข้าสู่วินโดว์สตามปกติ
2. นำแผ่น Setup CD ของวินโดว์สใส่ลงในไดรฟ์ซีดีรอม
3. คลิกปุ่ม Start -> Run
4. พิมพ์คำสั่ง E:\i386\winnt32 /unattend แล้วคลิกปุ่ม OK (ในกรณีที่ ไดรฟ์ซีดีรอมเป็นไดรฟ์ E ถ้าเป็นไดร์ฟอื่นก็ให้แก้เป็นตามนั่นเช่น C:\ or D:\)
5. โปรแกรมติดตั้งจะเริ่มดำเนินการติดตั้งวินโดว์สให้ให ม่โดยยังคงรักษาค่าการทำงานต่างๆ เอาไว้เหมือนเดิม

วิธีปลดบล๊อกความเร็วเน็ต

วิธีปลดบล๊อกความเร็วเน็ต
โดยปกติแล้ว window จะ บล็อกความเร็วเน็ต ไว้ 20 เปอร์เซ็นต์ เรามีวิธีปลดบล๊อกได้ด้งนี้ติดจรวดเล่นอินเตอร์เน็ตให้กับ Windows XPการใช้งานอินตอร์เน็ตบางครั้งจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับส่วนประกอบหลายด้าน เราก็ พยายามหาหนทางปรับแต่งให้ถูกใจและถูกเงิน วิธีนี้เป็นอีกวิธีที่ทำให้การท่องอินตอร์เน็ตได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
1. คลิกที่ปุ่ม Start
2. เลือกที่แถบรายการ Run
3. ที่ช่อง Open พิมพ์คำว่า gpedit.msc แล้วคลิก OK
4. จะแสดงหน้าต่างของการปรับแต่ง Group Policy
5. ที่ Computer Configaration เลือกแถบ Administrative Templates
6. หัวข้อ Network เลือกที่ QoS Packet Scheduler
7. มองหน้าต่างด้านขวามือ ให้ดับเบิ้ลคลิกที่ Limit reservable bandwidth
8. จะปรากฎกรอบหน้าต่างใหม่ Limit reservable bandwidth Properties
9. เลือกแถบ Setting คลิกที่ช่อง Enable
10. ในช่อง bandwidth limit (%) : ปรับค่าเป็น 0
11. คลิก OK เพื่อยืนยันการใช้งาน แค่นี้เองลองนำไช้ดู
ลองปรับเป็น 1 น่าจะเร็วกว่า

โกงพื้นที่cd

โกงพื้นที่cd แต่เดียวก่อนเรามีวิธีทำให้ซีดีจุเพิ่มขึ้น10-20%เลยทีเดียว
ขึ้นอยู่กับซีดีแต่ละเเผ่นด้วยครับ ว่าจะทำได้เท่าไหร่ครับ
ไรด์เเผ่นให้ได้ 830 เมก เต็มๆๆๆ
1.เปิด โปรแกรม Nero Express
2.คลิก More เลือก Configure
3.General => status bar : yellow marker ใส่เป็น 80 : red marker ใส่เป็น 99
4. กด Apply => OK.
5. Expert Features => เลือกเครื่องหมายถูก หน้า Enable overburn Disk- at- once
6. ตรง Maximum CD size : ใส่ 99 (min)
7. กด Apply => OK.
8. เลือก File ที่ต้องการ Burn => finished => next
9. กด More ตรง Write Method เลือก Disk-at-once
10. Burn
11. จะมี ข้อความขึ้นมาหน้าจอ ถามว่า Over Burn Writing Prevention better than cure เลือก Write Overburn Disc
12. รอ จนมีข้อความ completed successfully